ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

จุดเริ่มต้นของพระพุทธรูปมาจากไหน?
.
ต้องเล่าย้อนความไปถึงหลังจากที่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ขยายอาณาจักรของตนจนมาถึงอินเดีย แต่กลับเสียชีวิตไปเสียก่อน ทำให้ตอนนั้นเหล่าแม่ทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ต่างตั้งตัวเป็นเจ้าครองแผ่นดิน ที่ท่านได้ยึดกันมาก่อนหน้า
.
ซึ่งหนึ่งในดินแดนที่แม่ทัพชาวกรีกเลือกที่จะปกครองคืออาณาจักรคันธารราฐ (ปัจจุบันก็จะแถวๆปากีสถาน) ซึ่งในเขตคันธารราฐ มีคนที่นับถือพุทธกันเยอะมาก และชาวกรีกที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้พอได้ซึมซับในหลักธรรมก็เกิดศรัทธาขึ้น และหันมานับถือพุทธศาสนากันมากขึ้น
.
และสิ่งหนึ่งที่ชาวกรีกนิยมทำคือ ปั้นรูปเทพเจ้าที่พวกเขานับถือไว้สักการะบูชา เช่น เทพอพอลโล่ หรือ เทพต่างๆนาๆของชาวกรีก
.
ดังนั้นเมื่อชาวกรีกที่หันมานับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ค่อยชอบรูปแบบของคนพื้นเมืองคันธารราฐ ที่นิยมทำเป็นรูปแบบของสิ่งอื่นสมมุติ เพื่อแทนตัวของพระพุทธเจ้า เช่น ใช้ภาพดอกบัวแทนตอนประสูติ, ใช้พระแท่นอาสนะภายใต้โพธิพฤกษ์แทนตอนตรัสรู้, ใช้พระธรรมจักร และภาพกวางแทนตอนทรงแสดงปฐมเทศนา
.
เหตุที่ชาวอินเดียพื้นเมืองไม่ทำรูปปั้นจำลองพระพุทธเจ้าก็ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ กลัวไม่เหมือนจริงแค่นั้นเอง พวกเขาคำนึงถึงว่า หากทำแล้วไม่เหมือน จะเป็นการลบหลู่ท่านเปล่าๆ
.
เมื่อศาสนาพุทธอยู่ในมือชาวกรีกแล้ว จะช้าอยู่ไย!
.
ชาวกรีกได้สร้างสรรค์ผลงานรูปปั้นพระพุทธเจ้าขึ้นมาครั้งแรก โดยมีเค้าโครงหน้า จะออกคล้ายๆเทพเจ้าของชาวกรีก และบนศรีษะมีการประดับด้วยที่มัดผมขึ้นสูงขึ้นมา ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าโดยลักษณะที่งดงาม และอัตลักษณ์นี้ถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปไปทั่วโลกมาจนทุกวันนี้
.
นอกจากนี้ยังทำรัศมีก็ทำเป็นรูปวงกลม อยู่หลังศรีษะตามแบบรัศมีของเทพเจ้าชาวกรีก และปั้นรูปจีวรเป็นริ้วรอยตามแบบที่พระสงฆ์ทั่วไปเป็นในลักษณะนั้น
.
ซึ่งเราจะเรียกพระพุทธรูปในรูปแบบนี้ว่า เป็นพระพุทธรูป สไตล์ Greco-Buddhism ซึ่งในตอนแรกๆ ชาวอินเดียที่พบเห็นก็ไม่ได้รู้สึกชอบอะไรนัก เพราะยังยึดติดในรูปแบบเดิมๆของพวกเขาอยู่
.
แต่ทว่าพอเกิดตำนานพระแก่นจันทน์ ที่พระเจ้าประเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล เกิดคิดถึงพระพุทธเจ้าจับใจ อยากเห็นรูปร่างของพระพุทธเจ้าอีกซักครั้ง เลยสั่งให้ช่างแกะสลักรูปจำลองของพระพุทธเจ้า ด้วยไม้แก่นจันทร์แดงตั้งไว้ที่พระราชนิเวศน์เพื่อบูชา
.
พอพระพุทธเจ้า เทเลพอร์ตกลับมายังโลกมนุษย์ มาเห็นเข้าก็เกิดอิทธิฤทธิ์ ลอยไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยสั่งห้ามไม่ให้ลอยไปไหนอีก ให้ตั้งอยู่ตรงนั้นน่ะแล่ะ
.
พอตำนานเรื่องเล่ามาแบบนี้เข้า ทำให้ชาวอินเดียเริ่มเปิดใจ และหันมาปั้นพระพุทธรูป และบูชาพระพุทธรูปกันจนเป็นที่นิยมในวงกว้างมากขึ้น
.
และพระพุทธรูป ก็ยังเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อเผยแพร่ศาสนา นอกจากคำสอนที่มีเหตุมีผล และพิสูจน์ได้นั่นเอง
#Obsoletearticles
Cr. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Greco-Buddhism
http://119.46.166.126/.../selfac.../m3/ ... /Page3.php
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Buddhism_in_Pakistan
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Guy Fawkes กาย ฟอล์ค หรือ Guido Fawkes ในภาษา Italy.
คือ คนที่ร่วมวางแผน กับ รอเบิร์ต เคตส์บี (Robert Catesby) ผู้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเจมส์ที่ 1 king James I. โดยการให้ ระเบิด อาคารรัฐสภา เพื่อลอบสังหาร ในวันที่ 5 พ.ย 1605. เรื่องความขัดแย้งทางนิกาย ศาสนา. แต่ข่าวได้รั่ว แผนการ ของ ฟอล์ค ล้มเหลว.
กาย ฟอล์ค ถูกจับ และได้ถูกตัดสิน ประหารชีวิต. แต่ฟอกส์กระโดดจากตะแลงแกงที่เขากำลังจะถูกแขวนคอ และคอหัก จึงไม่ได้รับความทรมานจากการถูกตัดและคว้านอวัยวะที่ตามมา.
เหตุการณ์ครั้งนั้น ให้ถูกเรียกว่า กบฎ ดินปืน.
ใน ทุกๆปี รัฐสภาของอังกฤษ จะมีการ เฉลิมฉลองในความล้มเหลว ของ กาย พอล์ค โดยการเผาหุ่นจำลอง และจุดพรุ เพื่อให้ตนระลึกถึง เหตุการณ์ในวันนั้น ว่าไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง.
ในช่วงยุคหลัง หน้ากาก กาย ฟอล์ค ได้ถูกนำมาใช้ในการแสดงออก ความไม่เห็นด้วย ทางการเมืองทั่วโลก แม้กระทั่งในไทย.
ของ กาย ฟอล์ค
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 724731009/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

I’m from Andromeda

ในปีค.ศ.1939 เรือเดินสมุทรเยอรมันลำหนึ่งได้บรรทุกผู้ลี้ภัยชาวยิวมามากกว่า 900 คน
เรือที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารที่หลบหนีชะตากรรมอันโหดร้ายจากนาซีเยอรมัน ด้วยความหวังว่าจะได้ไปอยู่ในประเทศที่มีอิสระเสรี ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
แต่แล้วความหวังของพวกเขาก็ได้พังทลายลง เมื่อคิวบา สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่แคนาดา ก็ต่างปฏิเสธที่จะรับพวกเขาเข้ามาในประเทศ
เรือที่เต็มไปด้วยประชาชนที่สิ้นหวังตัองจำใจกลับไปยังยุโรป สิ่งที่น่าเศร้าไปกว่านั้น คือชาวยิวที่กลับไปต่างถูกจับไปเข้าค่ายกักกัน
และจำนวน 254 คนในนั้น
เสียชีวิตในค่ายและถูกนำไปฆ่าอย่างไร้ความปราณี
————————————————
หลังจากการครองอำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในปีค.ศ.1933 เยอรมนีก็ได้ออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลต่อความเป็นอิสระของชาวยิว ตั้งแต่การลดโอกาสทางการศึกษา การสั่งปิดธุรกิจกิจการ รวมไปถึงจำกัดการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน
หนึ่งในนั้นคือกฎหมายนูเรมเบิร์ก ที่เพิกถอนสัญชาติและสิทธิในการออกเสียงของชาวเยอรมันเชื้อสายยิว อีกทั้งพวกเขาจะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การกระทำต่อชาวยิวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
9 พฤศจิกายน ค.ศ.1938 ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่เรียกว่า “คืนกระจกแตก” (Kristallnacht) ชาวยิวหลายคนถูกทำร้ายร่างกาย ร้านค้า คาเฟ่ และธุรกิจของพวกเขาถูกบุกรุก สินค้าภายในถูกยึดและทำลายจากทหารนาซีและคนเยอรมันด้วยกัน
แนวคิดและระบบการกวาดล้างชาวยิวเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นพวกเขาเริ่มตัดสินใจคิดดูแล้ว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
อีกทั้งทวีปยุโรปก็เริ่มกลายเป็นทวีปที่ไม่ปลอดภัย
สัญญาณความขัดแย้งเริ่มมีมากขึ้น
พวกเขาต้องหาทางหนีออกจากทวีปแห่งนี้
————————————————
เรือเอ็มเอส เซนต์หลุยส์ (Motorschiff St. Louis) เรือเดินสมุทรสัญชาติเยอรมัน ได้เดินทางออกจากเมืองฮัมบูร์กประเทศเยอรมนี ไปยังเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1939
เรือเดินสมุทรที่มีผู้โดยสาร 937 คน และลูกเรือ 231 คน ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวยิวที่ตัดสินใจอพยพหนีออกจากชะตากรรมอันโหดร้าย และความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
จุดหมายปลายทางของเรือคือประเทศคิวบา ประเทศที่ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ตัดสินใจมาพักอาศัยรอก่อนที่จะเดินทางอพยศลี้ภัยเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา
กุสตาฟ ชเรอเดอร์ กัปตันเรือชาวเยอรมัน สั่งให้ลูกเรือทุกคนปฏิบัติต่อผู้โดยสารทุกคนอย่างมีเกียรติและทุ่มเทดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่
เขาสั่งให้นำผ้าปูโต๊ะมาคลุมรูปปั้นครึ่งตัวของฮิตเลอร์ซึ่งตั้งอยู่โถงกลางของตัวเรือ อาหารการกินมีการเสิร์ฟอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการบริการดูแลเด็กๆ ในขณะที่ผู้ปกครองของพวกเขารับประทานอาหาร
บนเรือมีการเต้นรำและแสดงดนตรี รวมถึงสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนดาดฟ้าเรือที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ
เรือลำนี้เต็มไปด้วยเด็กๆ ชาวยิวมากมาย บางคนยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้คือการเที่ยวพักผ่อน
ไม่มีใครรู้ ว่าสำหรับบางคนแล้ว
นี่คือการเดินทางครั้งสุดท้ายของพวกเขา
————————————————
การเดินทางที่สายเกินไป
27 พฤษภาคม ค.ศ.1939 เรือเซนต์หลุยส์เดินทางมาถึงเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา เป็นเวลาสองสัปดาห์แห่งการเดินทางที่ต้องมาพบชะตากรรมที่ไม่ได้คาดคิด
เจ้าหน้าที่รัฐของคิวบาปฏิเสธที่จะให้ผู้โดยสารลงจากเรือ ถึงแม้ว่าผู้โดยสารบางคนจะถือวีซ่าคิวบาซึ่งทำมาเรียบร้อยแล้วในเยอรมนีก็ตาม
เพราะทางการคิวบาตัดสินใจเพิกถอนวีซ่าเกือบทั้งหมด และมีเพียง 28 คน จาก 937 คนเท่านั้นที่ไม่ถูกเพิกถอน และได้ลงไปยังประเทศคิวบา
เรือถูกห้ามจอดที่ท่า กัปตันกุสตาฟ ชเรอเดอร์ ต้องนำเรือไปจอดกลางกลางทะเล และทิ้งสมอลงเพื่อรอคอยความหวังอย่างไร้อนาคต
จากการเดินทางที่มีความสุข
กลับกลายเป็นการรอคอยที่แสนหดหู่และโศกเศร้า
ผู้ลี้ภัยที่หนีมาอยู่คิวบาได้สักพักแล้ว ต่างเช่าเรือเล็กเพื่อแล่นมาใกล้ๆ เรือเซนต์หลุยส์ที่ลอยลำอยู่กลางทะเล พวกเขาหวังว่าจะได้เห็นและพูดคุยกับญาติๆ และคนในครอบครัวที่อยู่บนเรือลำนี้
เป็นเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผู้โดยสารที่เหลือรอคอยความหวังอยู่บนเรือ แต่เวลายิ่งผ่านไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมาจากทางคิวบา
ผู้โดยสารบนเรือได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น พวกเขาขอร้องให้ประธานาธิบดีเฟเดริโก ลาเรโดบรู ของคิวบา และประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ของสหรัฐอเมริกา รับพวกเขาบนเรือทั้งหมดให้เป็นผู้ลี้ภัย
รวมถึงกัปตันกุสตาฟ เขายังได้ส่งคำร้องขอทางการคิวบาอนุญาตให้ผู้โดยสารของเขาได้ลงที่คิวบา
แต่แล้ว วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1939 หนึ่งสัปดาห์หลังจากการรอคอย ทางคิวบาก็สั่งให้เรือเซนต์หลุยส์ออกจากน่านน้ำประเทศคิวบา พวกเขาจึงต้องจำใจแล่นออกไปด้วยความสิ้นหวัง
————————————————
กัปตันกุสตาฟตัดสินใจนำเรือเซนต์หลุยส์ เดินทางจากเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา ไปยังชายฝั่งฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความหวังว่าอเมริกาจะเสนอรับผู้ลี้ภัย
เรือเดินทางถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้โดยสารบนเรือต่างมองเห็นแสงไฟของเมืองที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนชายฝั่งของเมืองไมอามี
มันคือแสงที่พวกเขาทำได้แค่มอง
เช่นเดียวกับคิวบา เรือเซนต์หลุยส์และผู้โดยสารทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้จอดและมาขึ้นฝั่งในฟลอริดา ทางการสหรัฐอเมริกากล่าวว่าผู้ลี้ภัยทุกคนจะต้องปฏิบัติตามระบบโควต้า ซึ่งอนุญาตให้ชาวเยอรมนีและออสเตรียเข้าประเทศเพียง 27,000 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาส่งโทรเลขไปหาผู้โดยสารบนเรือ และบอกพวกเขาว่า
“ต้องรอในรายชื่อรอคิว ถึงจะมีคุณสมบัติได้รับวีซ่าสำหรับอพยพ จากนั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสหรัฐอเมริกาได้”
พวกเขาต้องไปต่อคิว
และกระบวนการกว่าจะได้เข้าต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปี
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วสหรัฐอเมริกา
ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงหลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้โดยสาร และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ รับผู้โดยสารทั้งหมดนี้เข้าสู่สหรัฐอเมริกา
หนึ่งปีก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ เคยพิจารณาที่จะผลักดันช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวยิวเข้าสู่ประเทศ แต่ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป เพราะคิดว่ามันจะไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง และกลับไปให้ความสำคัญกับสงครามโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นจนลืมเรื่องนี้ไป
แม้นักการทูตสหรัฐอเมริกาจะพยายามเจรจากับคิวบาเพื่อให้รับผู้ลี้ภัย แต่คิวบาก็ยังปฏิเสธ อีกทั้งทางสหรัฐอเมริกาก็ไม่มีท่าทีใดๆ ที่จะพยายามช่วยรับเข้าประเทศตนเอง
ผู้โดยสารยังส่งคำร้องขอไปยังประเทศแคนาดา แต่รัฐบาลแคนาดาก็แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน รัฐบาลแคนาดากล่าวว่าผู้โดยสารบนเรือไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายคนเข้าเมือง และประเทศก็ไม่สามารถเปิดประตูได้กว้างพอที่จะรับคนยิวหลายแสนคนที่ต้องการออกจากยุโรปในตอนนี้
ในที่สุดวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1939
24 วันหลังจากเดินทางมาจากเยอรมนี
เซนต์หลุยส์ที่เริ่มไม่มีเสบียงเหลือแล้วจึงตัดสินใจกลับยุโรป
มันคือการเดินทางกลับอันแสนหดหู่ พร้อมกับเรือยามฝั่งของสหรัฐอเมริกาที่วิ่งเลียบเคียงเพื่อเฝ้าระวังผู้โดยสารสิ้นหวังที่อาจกระโดดลงจากเรือ
17 มิถุนายน ค.ศ.1939 เรือเซนต์หลุยส์ก็เทียบท่าที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม จากนั้นผู้โดยสารก็พากันแยกย้ายไปอพยพตามแต่ละประเทศในยุโรป
214 คนไปประเทศเบลเยียม
224 คนไปประเทศฝรั่งเศส
181 คนไปประเทศเนเธอร์แลนด์
และ 288 คนไปสหราชอาณาจักร
(เสียชีวิตระหว่างอยู่บนเรือ 1 คน พยายามฆ่าตัวตายและถูกนำไปรักษาตัวที่ประเทศคิวบา 1 คน)
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือนต่อจากเหตุการณ์นี้ ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนาซี ทำให้ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในอันตราย
แม้ว่าผู้โดยสารบนเรือเซนต์หลุยส์หลายคนจะรอดชีวิตจากความโหดร้ายของสงคราม แต่ส่วนมากในช่วงเวลานั้น พวกเขาก็ถูกจับไปยังค่ายกักกัน ซึ่งต้องพบกับความทรมานและไร้ซึ่งความปราณี
ผู้โดยสาร 254 คนเสียชีวิตในค่ายกักกัน
ทั้งจากล้มตายด้วยโรคภัยและถูกสังหารอย่างไร้ความเป็นมนุษย์ระหว่างอยู่ในค่าย
————————————————
เหตุการณ์หายนะอันน่าเศร้าของเรือเซนต์หลุยส์ กลับกลายเป็นการผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนนโยบายต่อผู้ลี้ภัยไปโดยสิ้นเชิง ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่2 จนปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก
ในปีค.ศ.2012 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อผู้รอดชีวิตบนเรือเซนต์หลุยส์ และในปีค.ศ.2018 จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ก็ได้ทำการขอโทษอย่างเป็นทางการต่อผู้รอดชีวิตด้วยเช่นกัน
ที่แคนาดามีการทำประติมากรรมเพื่อรำลึกถึงผู้ลี้ภัยบนเรือเซนต์หลุยส์ ที่พิพิธภัณฑ์การอพยพของแคนาดาในเมืองแฮลิแฟกซ์ สถานที่ที่เรือควรจะมาจอดได้ถ้าตัดสินใจรับในตอนนั้น
ความทรงจำของผู้ที่เสียชีวิตบนเรือเซนต์หลุยส์ จะยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเจ็บปวดในการอพยพย้ายประเทศต่อไป ถึงการปฏิเสธเพื่อนร่วมโลกผู้ซึ่งกำลังถูกกดขี่ข่มเหงและความไม่เท่าเทียมกันบนโลก ซึ่งยังคงเห็นได้จนถึงปัจจุบัน
ดูรูปความโศกเศร้านี้เพิ่มเติมได้ในคอมเมนท์
—————————————————
ที่มา:
https://www.history.com/.../wwii-jewish-refugee-ship-st...
https://www.vox.com/.../14412082/refuge ... -holocaust
https://www.history.com/topics/holocaust/kristallnacht
http://www.shfwire.com/state-department-apologizes.../
https://www.thecanadianencyclopedia.ca/.../ms-st-louis
https://www.thestar.com/.../tragedy-of-ms-st-louis...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The People

อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตมุสลิม ผู้เป็นที่มาของ "อัลกอริทึม"
.
หากย้อนไปสักยี่สิบปีก่อน “อัลกอริทึม” คงเป็นคำที่คนทั่วไปไม่ใช่นักเรียนสายวิทย์ หรือนักคณิตศาสตร์จะคุ้นเคยเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นคำที่คุ้นหูคนมากเพราะมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ปัญญาประดิษฐ์” ที่ทำให้คอมพิวเตอร์รู้จักคิดและคาดเดาได้เอง ไม่ต้องพึ่งแต่คำสั่งจากมนุษย์เท่านั้น
.
และด้วยความที่ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่มักมีข่าวผูกอยู่กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากฟากตะวันตกอย่างเช่นเฟซบุ๊ก หรือกูเกิ้ล ทำให้หลายคนอาจไม่ได้คิดเลยว่า ต้นกำเนิดของ “อัลกอริทึม” อยู่ในฝั่งตะวันออกและมีการพัฒนามานานนับพันปีแล้ว
.
บุคคลสำคัญในการพัฒนาหลักการทางคณิตศาสตร์ข้อนี้มีชื่อว่า มูฮัมหมัด อิบน์ มูซา อัลคอวาริซมีย์ (Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi) ชาวมุสลิมเปอร์เซียผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปลายทศวรรษที่ 8 ถึงกลางศตวรรษที่ 9
.
ในทางภูมิศาสตร์รัฐอิสลาม (ที่สมัยนั้นมีแบกแดดเป็นศูนย์กลาง) ตั้งอยู่ตรงใจกลางของสองอารยธรรมที่มีความก้าวหน้าในด้านวิทยาการมาแต่โบราณ นั่นคืออารยธรรมกรีกและอินเดีย ประกอบกับองค์กาหลิบ (ผู้ปกครอง) ในยุคนั้นก็ใส่ใจกับความก้าวหน้าทางวิทยาการเป็นอย่างมาก (ไม่เหมือนรัฐอิสลามที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามผลักดัน โดยอ้างว่ามาจากการตีความจาก “รากฐาน” ที่แท้จริง)
.
ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะวิทยาการที่งอกงาม และอัลคอวาริซมีย์ก็เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่ได้รับการอุดหนุนผ่าน “สภาแห่งปัญญา” (House of Wisdom) แห่งราชวงศ์อับบาสิยะฮ์
.
สภาแห่งปัญญาเป็นองค์กรที่ทำการค้นคว้าและแปลตำราทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาจากภาษากรีก และภาษาสันสกฤต นอกจากนี้แล้วยังเผยแพร่งานวิจัยที่ปัญญาชนของสำนักร่วมคิดและพัฒนาขึ้นมาเอง
.
อัลคอวาริซมีย์มีผลงานกับสภาอยู่หลายชิ้น เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งพีชคณิตเพราะงานที่ชื่อว่า Al-Kitab al-mukhtasar fi hisab al-jabr wa’l-muqabala หรือ หลักพื้นฐานว่าด้วยการคืนค่าและการทดแทน (สมการ) โดยคำว่า “al-jabr” ได้แผลงมาเป็นคำว่า “algebra” หรือพีชคณิตในภาษาอังกฤษ
.
งานอีกชิ้นที่สำคัญก็คือ ตำราอธิบายวิธีการเขียนตัวเลขและคิดคำนวณด้วยเลขฐานสิบ ซึ่งเป็นวิธีการที่พัฒนามาก่อนหน้านั้นเป็นร้อยปีในอินเดีย หนังสือเล่มนี้ถูกเอาไปแปลเป็นละตินในอีกสามร้อยปีต่อมา อันเป็นที่มาของระบบตัวเลขและการคำนวณแบบ “ฮินดู-อารบิก” ที่ใช้กันทั่วโลกในทุกวันนี้
.
ชื่อหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นภาษาละตินก็คือ “Algoritmi de numero Indorum” ซึ่งคำว่า Algoritmi ก็คือชื่อของอัลคอวาริซมีย์ที่ทับศัพท์เป็นละติน และเป็นที่มาของคำว่า “อัลกอริทึม” (algorithm) หรือกระบวนการหาคำตอบอย่างเป็นขั้นตอนที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
...
ด้วยความที่อัลคอวาริซมีย์คือผู้วางรากฐานวิธีการคำนวณและการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ในยุคหลังจึงให้เกียรติใช้ชื่อเขาเรียกกระบวนการดังกล่าว ขณะที่ในสมัยของเขากระบวนการคำนวณหาค่าตัวแปรที่เขาคิดค้นขึ้นนั้น มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาในครอบครัวว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินมรดกตามกฎหมายอิสลาม
อัลคอวาริซมีย์จึงเป็นตัวอย่างของมุสลิมหัวก้าวหน้าในยุคที่รัฐอิสลามรุ่งเรือง การศึกษาศาสตร์ของทั้งกรีกและอินเดียทำให้เขาแตกฉาน กลายเป็นผู้วางรากฐานด้านคณิตศาสตร์สมัยใหม่ การแปลหนังสือของเขาไปเผยแพร่ในยุโรปถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดยุคทองแห่งปัญญา ชื่อของเขาจึงสมที่จะได้รับการยกย่องทั้งในตะวันออกและตะวันตก
.
ที่มา:
https://www.britannica.com/biography/al-Khwarizmi
https://www.theguardian.com/.../sep/05/ ... h.science2
https://www.theguardian.com/.../from-ar ... algae-like...
https://www.nytimes.com/.../05/21/books ... e-etc.html...
.
เรื่อง: อดิเทพ พันธ์ทอง
.
ภาพประกอบ: แสตมป์ของสหภาพโซเวียตเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 1200 ปี ของมูฮัมหมัด อิบน์ มูซา อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตศาสตร์ชาวมุสลิมเปอร์เซีย
.
#ThePeople #History #อัลคอวาริซมีย์ #อัลกอริทึม #Repost
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://tidhoo.co/tid-lifestyle/tid-rea ... tizenship/

7 ประเทศน่าย้ายสัญชาติ รัฐสวัสดิการยอดเยี่ยม เพราะว่าจะสามารถเข้าได้อีกหลายประเทศ แบบไม่ต้องขอวีซ่าเลย เช่น ถ้าคุณมีสัญชาติ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน จะสามารถเข้าได้ 145 ประเทศโดยไม่ต้องมีวีซ่า

จะทำได้ไหมถ้าอยากย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ? นี่คงจะเป็นคำถามที่อยู่ในหัวของใครหลายคน แต่วิธีที่รู้จักกันดีนั่นก็คือการ หางานในต่างประเทศ ขอทุนไปเรียนต่อ หรือใช้ทุนตัวเองแล้วหางานทำต่อ หรือจะเป็นการแต่งงานกับคนสัญชาตินั้น ๆ (เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ) แต่ที่แน่ ๆ เลยก็คือ ควรมีเงินเก็บออมทรัพย์ในธนาคาร ขั้นต่ำ 3 แสนบาท

โดยทั่วไปแล้ว การขอสัญชาติ หรือหากจะเป็นผู้ที่ถือสองสัญชาติ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ 1.เริ่มจากการไปเรียน หรือไปทำงาน 2.ไปลงทุนทำธุรกิจ หรือขอซื้อสัญชาติ และ 3.แต่งงานกับคนสัญชาตินั้น ๆ

มาดูกันว่า 7 ประเทศน่าย้ายสัญชาติ มีประเทศอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย

ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผู้ที่จะย้ายสัญชาติเป็นพลเมืองได้นั้นต้องผ่านถึง 3 ด่าน ด้วยกันนั่นก็คือ 1.ต้องมีวีซ่าชั่วคราว เพื่อที่จะสามารถเข้าไปพำนักอาศัยในประเทศได้ , 2.Green Card (ผู้พำนักถาวร) 3.US Citizenship (พลเมืองสหรัฐฯ) แต่มีอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนเสี่ยงดวงก็คือสมัคร Lotto Green Card สุ่มจับรายชื่อเพื่อเป็นพลเมืองได้เช่นกัน

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– คุณจะสามารถเดินทาง เข้า-ออกได้ 147 ประเทศโดยไม่ต้องมีวีซ่า

– สามารถออกนอกประเทศได้อย่างอิสระ

– ได้รับสิทธิ และผลประโยชน์เทียบเท่ากับพลเมืองสหรัฐฯ การรักษาพยาบาล เงินชดเชยที่รัฐจะจ่ายให้กับผู้ที่ว่างงาน หรือไม่มีรายได้ (ประมาณ 12,000 บาท/สัปดาห์)

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– ถือวีซ่าถาวร (Green Card) โดยการแต่งงานกับคนอเมริกัน และทำเรื่องยื่นขอสัญชาติอเมริกัน ซึ่งจะต้องมีการสอบเพื่อวันความรู้เกี่ยวกับการเป็นพลเมืองด้วย

– มีญาติทางสายเลือดที่ใกล้ชิดเป็นอเมริกันชนยื่นขอให้

– ขอได้จากการรับใช้ชาติช่วยราชการของทางอเมริกา

– ขอจากการทำงาน หรือจากการลงทุนในการทำธุรกิจ ซึ่งจะมีหลายขั้นตอน และมูลค่าการลงทุนที่ค่อนข้างสูง

ประเทศเยอรมนี

ใคร ๆ ก็เรียกว่าเป็น Passport อันทรงพลังที่หลายคนอยากครอบครอง และเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติ และนักเดินทางไปขอสัญชาติกันเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันการขอสัญชาติทำได้ยากขึ้น แม้แต่จะแต่งงานกับคนเยอรมันแล้วก็ตาม เนื่องจากมีผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ต้องออกกฎใหม่ และทำให้มีผู้ที่ถูกถอดออกจากสัญชาติเยอรมันเยอะแล้วด้วย

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สามารถเดินทางเข้าออกโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ 158 ประเทศ

– ได้สิทธิเทียบเท่ากับการเป็นประชากรตามกฏหมายของทั้งสองประเทศ

– อิสระในการประกอบอาชีพ และสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้

– มีสิทธิ์ในการซื้อที่ดินได้ทั้ง 2 ประเทศด้วยเช่นกัน

– เปิดกว้างทางเพศ LGBTQ

– ระบบบำนาญในการเกษียณอายุ 20%

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– สอบ Einbuergerungstest ให้ผ่าน และยื่นผลสอบเพื่อขอเป็นพลเมืองเยอรมนี (เป็นการสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในเยอรมัน)

– การแต่งงาน และมีทายาทกับบุคคลสัญชาติเยอรมัน

– ต้องอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันให้ครบ 3 ปี และต้องได้วีซ่าถาวรก่อน จึงจะสามารถขอสัญชาติได้

ประเทศออสเตรเลีย

เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สวัสดิการการรักษาพยาบาลที่เรียกว่า Medicare ฟรีในโรงพยาบาลของรัฐ และเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการพบแพทย์ตามคลินิกฟรี

– หากได้รับสัญชาติแล้วยังสามารถเป็นสปอนเซอร์ขอวีซ่าให้ญาติมาอยู่ที่ออสเตรเลียได้

– สามารถย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยในประเทศนิวซีแลนด์ได้อย่างถาวร

– มีรายได้เลี้ยงชีพระหว่างหางาน และเงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพหลังเกษียณอายุของภาคเอกชนในอัตราร้อยละ 9.5 ของค่าจ้าง

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– อยู่อาศัยในออสเตรเลียด้วยวีซ่าประเภทต่างๆ เช่น วีซ่านักเรียน หรือ วีซ่าทำงาน เป็นระยะเวลา 4 ปี และได้รับวีซ่าผู้อยู่อาศัยถาวรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี จากนั้นสามารถมีสิทธิที่จะสมัครเป็นพลเมืองได้

– สมัครวีซ่าประเภท work and holiday visa : วีซ่าที่ให้เราได้ทั้งเที่ยว ทำงาน และเรียน ได้อย่างถูกต้องภายในระยะเวลา 1 ปี

– เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาทำงาน หลังจากทำงาน 3 ปี สามารถทำเรื่องขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรได้

ประเทศสวีเดน

เป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงมาก ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก มากกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ รถยนต์ อากาศยาน อาวุธ และเวชภัณฑ์ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 2 ต่อปี

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– มีสิทธิ์อยู่อาศัย ทำงาน และมีสิทธิ์เลือกตั้ง

– สามารถลงสมัครเป็นนักการเมือง รวมถึงประกอบอาชีพรับราชการได้

– สามารถเข้าไปทำงานในกลุ่มประเทศ EU ได้

– สามารถย้ายไปอยู่ประเทศไหนก็ได้โดยไม่สูญเสียสัญชาติ

– สามารถได้รับสวัสดิการ และบำนาญ

– สามารถเดินทางเข้าออกได้ทุกประเทศยกเว้น อัฟกานิสถาน

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– วีซ่าอยู่อาศัยถาวร Permanent Uppehållstillstånd (PUT Visa) เป็นวีซ่าที่สามารถอยู่ในสวีเดนได้อย่างถาวร มีการ์ดวีซ่าเหมือนยูที ต้องทำใหม่ทุก 5 ปี เหมือนบัตรประชาชน

– ทั้งนี้การยื่นขอวีซ่าอยู่อาศัย (UT) ก็อาจจะได้วีซ่าอยู่อาศัยถาวร (PUT) เลยในกรณีที่อยู่กินกับคู่สมรสมากกว่า 2ปี ขึ้นไป

ประเทศเซ็นต์คิสแอนด์เนวิส

ชื่อประเทศอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขายสัญชาติ สามารถให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน หรือทำธุรกิจได้ภายใต้การขอสัญชาติที่รวดเร็ว และรายได้หลักของประเทศยังมาจากการขายสัญชาติอีกด้วย

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สามารถเดินทางเข้าออกได้อีก 154 ประเทศทั่วโลก

– เข้าออก EU (สหภาพยุโรป) และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา โดยไม่ต้องไปขอวีซ่า สะดวกสบายในการทำธุรกิจ

-mเป็นสัญชาติที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– บริจาคให้กับประเทศขั้นต่ำ 7.5 ล้านบาท

– ลงทุนในประเทศ 12 ล้านบาท และสามารถขอสัญชาติให้ครอบครัวได้อีกไม่เกิน 4 คน

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

เป็นเมืองในฝันที่เข้มงวดเรื่องการขอสัญชาติมาก แม้ว่าจะเกิดที่นั่นก็ไม่อาจขอสัญชาติได้ การยื่นขอสัญชาติจะต้องผ่านการสอบ และสัมภาษณ์กับทางหน่วยงานรัฐซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซี่งสัญชาติ

– เป็นประเทศที่มีฐานเงินเดือนขั้นต่ำสูงที่สุดในโลก

– ความฝันยามชรา ด้วยระบบบำนาญเกษียญอายุ

– สามารถเดินเข้าออกได้มากกว่า 155 ประเทศเรียน ทำงาน และพำนักอาศัยได้อีก 27 ประเทศ ทั่ว EU

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– การแต่งงานต้องแต่งงานนานกว่า 3 ปี และอยู่อาศัยในสวิสนานกว่า 5 ปี จึงจะสามารถยื่นขอสัญชาติได้

– จะต้องอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์อย่างถาวรเกิน 12 ปีก่อน ถึงจะขอสัญชาติได้

ประเทศอังกฤษ

อีกหนึ่งประเทศในฝันของหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ อังกฤเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เข้มงวดเป็นพิเศษในการขอสัญชาติไม่แพ้สหรัฐอเมริกา เริ่มจากสิทธิพำนักถาวร (Permanent Residency) เพื่อขอเป็นพลเมือง (Citizenship)

สิทธิประโยชน์ของการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สิทธิ์การรักษาพยาบาล ระบบประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ตลอดชีวิตฟรี

– มีอิสระในการเดินทางไปในหลาย ๆ ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า

– ได้สิทธิ์เท่าเทียมกับพลเมืองยุโรป มีความได้เปรียบด้านภาษีสำหรับนักลงทุน

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– สมัครขอสัญชาติหลังจากที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 5 ปี

– มีคู่สมรสหรือคู่ครองเป็นพลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ต่ำกว่า 3 ปี

– สมาชิกในครอบครัวมาจาก EU, EEA หรือสวิสเซอร์แลนด์ จะได้รับสถานะการพำนักถาวรโดยอัตโนมัติ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Obsolete Articles
18 ชม. ·
ช้างเผือก เป็นสัตว์ที่คนไทยมีความเชื่อว่า เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของเรามาอย่างยาวนาน แต่คุณรู้หรือไม่ คำว่า “White Elephant” นอกจากจะแปลว่าช้างเผือกแล้ว สำหรับฝรั่ง คำคำนี้เป็นศัพท์ที่มีนัยสื่อว่า
“something that has cost a lot of money but has no useful purpose”
หรือแปลเป็นไทยว่า “สิ่งที่ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก แต่ไร้ซึ่งประโยชน์”
ไม่ต้องกลัวว่าพวกฝรั่งจะไม่มีเหตุผลกับการปรักปรำสัตว์ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของไทยเรานะครับ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ ซึ่งผมจะขอเล่าโดยย่อๆ ว่า
.
เรื่องนี้มีเรื่องเล่าจากอดีตว่า นาย Phineas Taylor Barnum (เป็นนักแสดง, นักการเมือง และนักธุรกิจชาวอเมริกันในยุคศตวรรษที่19) เมื่อปี 1884 ได้จ้างวานนายหน้าอย่าง J. B. Gaylord เพื่อติดต่อซื้อช้างเผือกจากขุนนางชาวสยาม เพื่อที่จะนำช้างเผือกมาอยู่ในคณะละครสัตว์ของเขา แต่ทว่าโดนทางสยามปฏิเสธไปเสียก่อน เนื่องจากทางสยามถือเรื่องนี้ว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ซึ่งบางข้อมูลแจ้งว่าซื้อขายแล้ว ด้วยมูลค่า 100,000 USD (ในตอนนั้น) แต่ไปตายซะก่อนที่ท่าเรือที่ สิงคโปร์
.
หลังจากนั้น J. B. Gaylord จึงพยายามหาช้างเผือกตัวใหม่ จนไปได้ช้างเผือกที่ชื่อว่า Toung Taloung จากกษัตริย์ธีบอของพม่า ด้วยจำนวนเงิน 200,000 USD ในสมัยนั้น (ตีเป็นเงินในสมัยนี้น่าจะหลายล้านอยู่นะครับ) ซึ่งเมื่อจัดการซื้อเจ้าช้างเผือกตัวนี้มาแล้วนั้น J. B. Gaylord ก็ได้จัดแจงเคลื่อนย้ายช้างตัวนี้ไปจัดแสดงที่ อังกฤษ และ อเมริกา ตามลำดับ
.
ซึ่งสิ่งที่ผิดพลาดในเวลานั้นคือ ช้างที่ J. B. Gaylord นำมานั้น ไม่ใช่ช้างที่ด่างทั้งตัวเหมือนช้างเผือกทั่วๆ ไปจะเป็น แต่เป็นเพียงมีรอยด่างเผือกบนตัวเพียงบางส่วนของร่างกายช้างเท่านั้น อีกทั้งสิ่งที่ Barnum ได้ไปโฆษณาไว้ก่อนหน้านี้คือ คำว่า “White Elephant” ซึ่งคนที่ได้อ่านได้ฟังต่างก็จินตนาการว่า ตัวของมันจะต้องสีขาวเหมือนดั่งหิมะ ซึ่งไม่ได้เป็นสีชมพูอย่างที่เราเข้าใจ และบางคนก็ได้รับรู้จากข่าวสารตอนที่ช้างเผือกตัวนี้ไปถึงลอนดอนมาบ้างแล้ว ว่าเจ้า Toung Taloung มีสีสันเป็นแบบไหน
.
แน่นอนว่าเมื่อมันมาถึงอเมริกานั้น ผู้คนที่ได้รับรู้การมาถึงของเจ้า Toung Taloung ก็ได้เดินทางมาดูมันกันเป็นจำนวนมาก และส่วนมากก็ผิดหวังไปตามๆ กัน เนื่องจากว่า White elephant นั้นไม่ได้เป็นไปตามจินตนาการตามที่ Barnum ได้พูดโอ้อวดไว้ แต่ทว่า Barnum ยังคงยืนยันอยู่ดีว่า “ถึงแม้มันจะไม่ได้มีสีขาวจั๊วะอย่างที่ทุกคนคิด แต่เราดูก็รู้แล้วว่าเจ้าช้างตัวนี้ มันศักดิ์สิทธิ์เพียงใด” แต่จุดขายนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะคนที่เข้ามาชมต่างก็รู้สึกว่า มันก็เป็นช้างธรรมดาที่เป็นโรคจุดด่างเท่านั้น
.
มิหนำซ้ำสิ่งที่ Barnum ตั้งใจเอาไว้ว่าสิ่งที่เขาลงทุนไปกับช้างเผือกตัวนี้ จะต้องทำกำไรงามๆ ให้กับเขาอย่างคุ้มค่าที่เสียเงินไปตั้ง 200,000 USD เพื่อที่จะได้มันมา ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้ อีกทั้งยังมีภาระที่ต้องหาอาหารมาเลี้ยงเจ้านี่ก็แพงมหาศาลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
.
สิ่งที่น่าเศร้าคือ สุดท้ายเจ้า Toung Taloung ก็ได้เสียชีวิตลงเพราะถูกไฟคลอกตายที่ Bridgeport รัฐ Connecticut ในอีก 3 ปีต่อมา
.
ซึ่งเรื่องเล่านี้สอดคล้องกับความหมายของ White Elephant ที่ว่า “สิ่งที่ต้องลงทุนไปเป็นจำนวนมากๆ แต่กลับหาประโยชน์อะไรจากมันไม่ได้”
.
และคำว่า White Elephant นั้นยังถูก Oxford English Dictionary ให้คำนิยามกับคำคำนี้เอาไว้ว่า
‘white elephant’ as both “a rare albino variety of elephant which is highly venerated in some Asian countries” and “a burdensome or costly possession (from the story that the kings of Siam (now Thailand) were accustomed to make a present of one of these animals to courtiers who had rendered themselves obnoxious, in order to ruin the recipient by the cost of its maintenance) . Also, an object, scheme, etc., considered to be without use or value.”
แปลเป็นไทยได้ว่า "ช้างเผือกหายากหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงในบางประเทศในเอเชีย" และ “การครอบครองที่มีภาระหรือมีราคาแพง (จากเรื่องราวที่กษัตริย์แห่งสยาม (ปัจจุบันคือประเทศไทย) คุ้นเคยกับการมอบสัตว์เหล่านี้ให้แก่ข้าราชบริพารที่เขาไม่ชอบหน้า เพื่อทำลายผู้รับของขวัญชิ้นนี้ ด้วยค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอันมหาศาล) และนอกจากนี้ ยังไม่สามารถนำมันมาใช้งานหรือหาประโยชน์ใดๆ จากมันได้อีกด้วย”
.
ถึงแม้จะโดน Oxford English Dictionary เคลมมาว่าไทยเราแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆในทำนองที่ว่า กษัตริย์เราจะส่งช้างเผือกให้ใครดูแลเพียงเพื่อต้องการจะกลั่นแกล้ง จากฝั่งเราแบบนั้นนะครับ
.
แต่คำว่า White elephant ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังคงเป็นบริบทถึงความ “สิ้นเปลืองโดยไม่มีประโยชน์” อาทิเช่น ในช่วงศตวรรษที่ 20 ตามตลาดหน้าศาสนจักร มักจะมีช่วง “White Elephant Sales” เพื่อนำสินค้าที่เหลือใช้มาขาย ซึ่งปรากฎว่า มันทำกำไรได้อย่างน่าเหลือเชื่อ รวมไปถึง กิจกรรม “White Elephant Gifts” จะนิยมเล่นกันในอเมริกา ในรูปแบบของการนำของขวัญที่ไม่มีค่ามาจับรางวัลกัน เพื่อความสนุกสนาน
.
รวมไปถึงทีมเบสบอลอย่าง American Oakland Athletics ได้ใช้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์และโดยปกติเป็นโลโก้หลักของทีมมาตั้งแต่ปี 1902 ซึ่งเป็นการประชดประชันจากประโยคดูถูกของ John McGraw ผู้จัดการทีม New York Giants ในปี 1901 ซึ่งเรียกการแข่งขันกรีฑาจากเมือง Philadelphia ว่า "a white elephant nobody wanted." หรือ "ช้างเผือกไม่มีใครต้องการ"
.
นี่ผมทำร้ายจิตใจคนไทยมากไปรึเปล่าเนี่ย?
ขอโทษที่ไปจ้วบจ้าบช้างเผือกนะครับทุกคน
#Obsoletearticles
Cr. https://www.historyextra.com/.../why-do-we-say-white.../
https://en.wikipedia.org/wiki/White_elephant
https://scroll.in/.../how-the-arrival-o ... e-elephant...
https://www.elephant.se/database2.php?elephant_id=3864
https://dictionary.cambridge.org/.../en ... e-elephant
https://www.oxfordlearnersdictionaries.com/.../white...
https://bleacherreport.com/.../65590-th ... nnie-macks...
https://hip2save.com/tips/white-elephant-game/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ไทกวย ถิ่นฐานอีสานใต้

#ชนเผ่าต่างๆในพม่า
The Ethnic group in Myanmar
#หมายเหตุ
- ชนเผ่าในพม่า แบ่งเป็น 8 กลุ่มชาติพันธุ์ รวมมากกว่า 135 ชนเผ่า ได้แก่
#1. พม่า (Bamar) มี 9 ชนเผ่า ได้แก่ พม่า (Bamar) , ทวาย (Dawei of Dawei city ), Beik , ยอ (Yaw) , ยะเบียน(Yabein) , กะดุ หรือ คาโด(Kadu ,Kado), กะนัน(Ganan) , ซะโลน มอแกน(Salone ,Moken) และ ฮปอน(Hpon)
#2. มอญ (Mon)
#3. ฉาน (Shan) ) มี 33 ชนเผ่า ได้แก่ ฉาน,ไทใหญ่ (Shan,Tai) , ยวน หรือ คนเมือง(Yun) , กวิ, ไกว (Kwi) , ปยิน(Pyin) , เย้า,เมี่ยน (Yao, Mien) ,ดะเนา, ตะนอ(Danaw,Danau) , ปะเล(Pale) , เอง ,แอ่น (Eng,En) , ซอน,แซง ,แซน (San,Son) , ขมุ (Khamu) , อาข่า(Kaw ,Akha) ,โกก้าง(Kokant, Kokang) , คำตี่ฉาน (Khamti Shan) , ไทเขิน (Khün) , ต่องโย(Taungyo) , ธนุ, ดะนู(Danu) , ปะหล่อง (Palaung) , หม่านซี (Man Zi) , ยินจา, ยินข่า(Yin Kya ) , ยินเนต(Yin Net) ,ไทใหญ่เมืองกาเหล ,ฉานกะเล(Shan Gale) , ฉานกยี ฉานจี(Shan Gyi) , ลาหู่ (Lahu) , อินทา (Intha) , เอ็กสแวร์(Eik-swair ) , ปะโอ(Pa-O,Black Karen) , ไตหลอย, ดอย(Tai-Loi ) , ไทแดง ,ไตแลง(Tai-Leng) ,ไตหลอน,ไตโหลง(Tai-Lon ) ,ไตลาย,ไตลื้อ(Tai-Lay,Lue) , เมียงทา อาชาง (Maingtha,Achang) , มอฉาน(Maw Shan) , ว้า (Wa)
#4. คะยา (Kayah) มี 9 ชนเผ่า ได้แก่ กะยา,คาเรนนี,กะเหรี่ยงแดง(Kayah ,Karenni) , ซายีน(Zayein) , กะยัน, กะเหรี่ยงคอยาว ,แลเคอ(Ka-Yun,Padaung) ) , กะเหรี่ยงเฆโก(Gheko) , กะเหรี่ยงเฆบา(Kebar) , กะเหรี่ยงแบร หรือ บเว(Bre) , มานูมาเนา(Manu Manaw ) , ยินตาเล (Yintale Karen) , ยินเบา(Yin Baw)
#5. กะเหรี่ยง (Kayin,Karen) มี 11 ชนเผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยง, กาเรน, กะยีนKayin ,Karen) , กะเหรี่ยงพยู(Kayinpyu,Geba Karen) , ปาเลชิ(Pa-Le-Chi) , มอญกะเหรี่ยง(Mon Kayin ,Sarpyu) , กะเหรี่ยง สะกอ(S’gaw) ,กะเหรี่ยงโป ,โพล่(Pwo Kayin) ,Ta-Lay-Pwa , ปะกู(Paku) ,บะเว หรือ คะยา (Bwe Karen) , มอนเนปวา(Monnepwa) , มอนปวา(Monpwa)
#6. ยะไข่ (Rakhine) มี 7 ชนเผ่า ได้แก่ ยะไข่, อะระกัน หรือ ระขึน(Rakhine,Arakanese) , คาแมน, คะมาน(Kamein ), คามิ(Khami) ,ไดแนะ (Daingnet) , มะรามะจี(Maramagyi) , มโร (Mro) , เสต ,แต๊ะ(Thet )
#7. กะฉิ่น (Kachin) มี 12 ชนเผ่า ได้แก่ คะฉิ่น,จิงป่อ, จิงผ่อ(Kachin,Jingpo) , ทารอน หรือ ทรน(Tarone) , ดะหล่อง (Dalaung) , ชาวสิงห์โพธิ์(Jinghpaw) , Guari , คาคุ ,ขขุ(Hkahku) , Duleng , มารู , แหม่ลู่ (Maru ,Lawgore) , ราวัง ระวาง(Rawang) , ลาชิ แหล่ชี(Lashi ,La Chit) , อาซิ ,อาจยี(Atsi) , ลีซู (Lisu)
#8. ฉิ่น หรือ ชิน (Chin) มี 53 ชนเผ่า ได้แก่ ฉิ่น หรือ ชิน (Chin) , มีเต หรือ มณิปุรี ,เมเทอิ (Meithei ,Kathe) , Saline , กาหลินกวาว ,ลูเชย์ (Ka-Lin-Kaw ,Lushay) , คะมี(Khami) , Mro-Khimi people , Khawno , Kaungso , Kaung Saing Chin , Kwelshin(Khualsim) , Kwangli (Sim) , Gunte (Lyente; Falam) , Gwete (Guite) , ชินอึ้ง(Ngorn ,Chin Ngawn) , ] สีซาง(Sizang,Siyin) , Sentang , Saing Zan , Za-How(Zahau) , โซตุง(Zotung) , โซเป (Zo-Pe) , โซ(Zo) , Zahnyet (Zanniet) , ตะพง(Tapong ) , Tiddim (Hai-Dim) , Tay-Zan , Taishon (Tashon) , ทาโด ทะโด ธาโด(Thado ) , ตอร์(Torr,Tawr) , Dim , ได(Dai,Yindu) , นากา (Naga) , ตังกูล( Tangkhul ) , Malin , Panun , Magun , Matu , Miram , Mi-er , Mgan , Lushei (Lushay), Laymyo , Lyente , เลาตู(Lautu) , ไล ฮากะชิน (Lai ,Haka Chin) , Laizao , มโร วาคิม(Mro ,Wakim) , ฮัลโหลโก(Hualngo ) , Anu , Anun , โอ ปู(Oo-Pu) , ลินบู (Lhinbu) , เพลน(Asho ,Plain) , Rongtu
#9. กลุ่มอื่นๆ Others group
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 417
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Tidhoo - ติดหู

ศาลเจ้าคันดะของโตเกียว (หรือที่เรียกว่าคันดะเมียวจิน) มีถนนที่นำไปสู่ทางเข้าที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารที่รอให้บริการแก่ผู้แสวงบุญและผู้พบเห็นทางโลก แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือร้านกาแฟแปลกตาที่อยู่ตรงหัวมุมถัดจากประตูโทริอิของศาลเจ้าที่เรียกว่า Amanoya
.
ร้าน Amanoya เชี่ยวชาญในการทำ สาเก รสหวานไร้แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ เครื่องดื่มดังกล่าวยังอ้างว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ
.
แต่ที่น่าขันก็คือร้าน Amanoya ซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 175 ปีไม่ได้ก่อตั้งขึ้นจากความกระหายที่จะเสพความอัศจรรย์ แต่ก่อตั้งมาเพราะความกระหายเลือดต่างหาก
.
Amanoya แปลว่า ‘ร้านของอามาโนะ’ โดยเรื่องราวเริ่มต้นมาจาก ชายคนหนึ่งที่ชื่อ ชินสุเกะ อามาโนะ เป็นซามูไรที่อาศัยอยู่เมือง มิยาซู ซึ่งเป็นจังหวัด เกียวโต
.
วันหนึ่งน้องชายของชินสุเกะซึ่งเป็นซามูไรเช่นกัน ได้ย้ายไปเอโดะ (ชื่อเดิมของโตเกียว) เพื่อลงทะเบียนเรียนในโดโจ พัฒนาทักษะการใช้ดาบ แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างต้องจบลงเพราะน้องชายของชินสุเกะ ถูก ซามูไรไร้นาม สังหารโดยไม่ทราบแรงจูงใจ
.
เมื่อ ชินสุเกะ รู้ข่าว จึงสาบานว่าจะแก้แค้นให้น้องชายให้ได้ เขาจึงไปที่เอโดะเพื่อตามหา ซามูไรไร้นามให้เจอ และให้ลิ้มรสชาติของดาบแห่งความแค้นให้ได้
.
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1846 จึงเป็นไปได้ยากที่จะหาตัวซามูไรไร้นามที่ไม่รู้แม้กระทั่งหน้าตา สิ่งที่ ชินสุเกะ รู้ก็คือ เนื่องจากศาลเจ้าคันดะเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในเอโดะ ถนนที่นำไปสู่ศาลเจ้าคันดะ จึงเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่พลุกพล่านที่สุดในเมือง อาจได้เบาะแสการตายของน้องชายได้
.
ชินสุเกะรอโอกาสที่จะได้แก้แค้นอย่างแน่วแน่ แต่มันก็นานเกินไปจนเงินเริ่มไม่เหลือ ชินสุเกะ จึงตัดสินใจเปิดร้านขายอามะซาเกะให้กับผู้คนที่สัญจรไปมา และต่อเวลาในการชำระแค้น
.
ระหว่างเสิร์ฟเครื่องดื่ม ชินสุเกะ ก็สแกนลูกค้าอยู่เสมอว่า ใครคือซามูไรที่ฆ่าน้องชาย แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไปเป็นปีจน ชินสุเกะ กลายเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง
.
ชินสุเกะ มีภรรยาและสร้างครอบครัว ลงเอยด้วยการทำร้านกาแฟไปตลอดชีวิต และไม่ได้แก้แค้นให้น้องชายแต่อย่างใด โดยปัจจุบัน Amanoya ร้านกาแฟแห่งความแค้น ได้ดำเนินมาถึงเจ้าของรุ่นที่ 7 แล้ว
.
ที่มา : https://soranews24.com/.../how-a-samurais-quest-for.../
https://www.timeout.com/tokyo/restaurants/amanoya-1
.
อ่านต่อข่าวสารและบทความคูล ๆ เพิ่มเติมได้ที่ : https://tidhoo.co/category/tid-social/
.
#ข่าวต่างประเทศ #ญี่ปุ่น #ซามูไร #ร้านกาแฟ #คาเฟ่ #ติดหู #Tidhoo
╔═══════════╗
Tidhoo ‘Everything you want to know’
เพจสุดคูลกับข่าวสารและสาระเท่ ๆ ที่ทุกคนอยากรู้
╚═══════════╝
Website - https://tidhoo.co
Facebook - Tidhoo - ติดหู
YouTube - youtube.com/c/Tidhooofficial
Twitter - http://twitter.com/Tidhoo_Official
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส