ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

พระมหากษัตริย์นักเจรจา (ส่วนหนึ่งของหนังสือ “พระเจ้าตาก ฉบับผู้บริหาร” โดยปเรตร์ อรรถวิภัชน์ และสุชาติ กนกรัตน์มณี)
ในสายตาของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านการศึกสงครามเพราะพระองค์ทรงมีพระวีรกรรมการรบที่ห้าวหาญมากมายจนเป็นที่กล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ แต่หากมีการพินิจพิเคราะห์พระราชประวัติของพระองค์อย่างถ่องแท้แล้วก็จะพบว่าพระองค์มักจะทำการเจรจากับข้าศึกก่อนเสมอ โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเป็นคนไทยด้วยกัน หากเจรจาแล้วไม่สำเร็จถึงจะค่อยทำการรบพุ่งกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระเมตตารวมทั้งยังเป็นกลยุทธ์ในการถนอมสรรพกำลังไว้ไม่ให้สูญเสียไพร่พลในการสู้รบโดยไม่จำเป็น
หลังจากที่กองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทำการตีฝ่าวงล้อมของทหารพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาได้เพียง 3 วันกองทัพกู้ชาติก็ได้เดินทางมาถึงบริเวณบ้านดง แขวงเมืองนครนายกและต้องพบกับเหตุการณ์การขัดขืนจากขุนหมื่นพันทนาย ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังมีตำแหน่งเป็นเพียง “พระยาตาก” มิได้มีสถานะเป็นพระเจ้าแผ่นดินและชื่อเสียงเรียงนามของพระองค์ก็อาจจะยังไม่เป็นที่เลื่องลือมากนัก ทางฝ่ายของขุนหมื่นพันทนายซึ่งเป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นจึงมิได้แสดงความเกรงกลัวพระบารมีแต่ประการใด
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงให้โอกาสขุนหมื่นพันทนายที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ฆ่าแกงกันด้วยการส่งตัวแทนไปเจรจาด้วยถึง 3 ครั้งแต่ขุนหมื่นพันทนายก็มิได้อ่อนน้อมแถมยังแสดงท่าที่ท้าทายอำนาจและจะประทุษร้ายเพราะตนเองก็มีไพร่พลภายใต้บังคับบัญชาอยู่จำนวนพอ ๆ กันคือประมาณ 1,000 คน ท้ายที่สุดเมื่อการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงไม่มีทางเลือกอื่นจึงตรัสว่า “เป็นผลกรรมของสัตว์ทั้งปวง”และตัดสินใจบุกเข้าโจมตีบ้านดงเพราะพระองค์ต้องการเสบียงอาหารและช้างม้าเพื่อมาเสริมทัพ
“จึงนำเสด็จดำเนินไปถึงบ้านดงหยุดประทับร้อนในที่นั้นแล้ว สั่งให้หาขุนหมื่นพันทนายบ้านออกมาจะประสาทราโชวาทโดยดี ขุนหมื่นพันทนายบ้านมิได้เชื่อบารมีขัดแข็งคิดประทุษร้าย ซ่องสุมทหารโยธาไว้คอยจะปองทำร้าย
ครั้นตรัสแจ้งเหตุนั้นแล้ว มิได้จองเวรว่าเป็นข้าขอบขัณฑสีมามีอิจฉาการ แต่จะให้เป็นสุขพร้อมกัน จึงให้ทหารไปว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมโดยธรรมราชประเพณีสามครั้ง ก็มิได้อ่อนน้อมท้าทายอีก ดำริว่าเป็นผลกรรมแห่งสัตว์ทั้งปวงแล้ว”
ที่มา : พระราชพงศาวดารฉบับหมอบรัดเล
ในเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลือกที่จะใช้สันติวิธีด้วยการเจรจากับขุนหมื่นพันทนายเพราะทรงตระหนักในเวลานั้นว่าต่างคนต่างก็ “สวมหมวกคนละใบ” และต้องการที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ฝ่ายของขุนหมื่นพันทนายก็มีหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านของตน ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงมีเป้าหมายที่จะรวบรวมไพร่พลและเสบียงเพื่อการสร้างกองทัพกู้ชาติ นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นคนไทยด้วยกันพระองค์จึงไม่อยากให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็น แต่ท้ายที่สุดแล้วในเมื่อขุนหมื่นพันทนายไม่ยอมเชื่อฟังแถมยังมีท่าทีที่แข็งกร้าวจะประทุษร้ายก็จึงมีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กัน
หลังจากที่บุกตีบ้านดงได้สำเร็จพร้อมกับได้เสบียงและช้างพังมา 7 ช้าง กองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้เดินทางต่อไปยังเมืองปราจีน บ้านทองหลาง บางปลาสร้อย จนมาถึงที่บ้านนาเกลือ ครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องมาพบกับ “นายกลม บ้านนาเกลือ” ซึ่งมีสถานะเป็น “นายซ่อง” หรือหัวหน้าชุมชน เมื่อทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเดินทางมาถึงบริเวณนาเกลือ นายกลมคงไม่ทราบว่าผู้แปลกหน้าจะมีเจตนาดีหรือร้ายจึงได้ทำการรวบรวมไพร่พลเพื่อเตรียมจะต่อสู้แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงเลือกที่จะใช้สันติวิธีด้วยการแสดงบุญญาบารมีทำให้นายกลมเกรงกลัวและยอมอ่อนน้อมโดยปราศจากการต่อสู้
“ถึงบ้านนาเกลือ นายกลมคุมไพร่พลทหารอยู่ที่นั้น คอยสกัดคิดประทุษร้าย จึงทรงช้างพระที่นั่งสรรพด้วยเครื่องสรรพยุทธ ทรงพระแสงปืนต้นรางแดงกับด้วยหมู่โยธาทหารเข้าไปในระหว่างทหารนายกลมอยู่นั้น ด้วยเดชบรมโพธิสมภาร นายกลมและพวกโยธาทหารทั้งนั้น ให้สยดสยองกลัวพระอานุภาพวางศัสตราวุธเสีย แล้วถวายบังคมอ่อนน้อมเป็นข้าใต้ละอองธุลีพระบาท จึงนำเสด็จดำเนินเข้าไปประทับในสถานอันเป็นสุขสมควร แล้วพระราชทานราชทรัพย์และราโชวาทให้ตั้งอยู่ในยุติธรรม”
ที่มา : พระราชพงศาวดารฉบับหมอบรัดเล
ในครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้กลยุทธ์ในเชิงจิตวิทยาด้วยการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพกองทัพของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าฝ่ายตรงข้ามด้วยการขึ้นทรงช้างและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมทั้งช้าง ม้า อาวุธและไพร่พลภายใต้บังคับบัญชา มีผลทำให้นายกลมเกิดความเกรงกลัวในพระบารมีและยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ก็ใช้วิธีนี้ในการแสดงศักยภาพโดยการให้กองทัพเดินสวนสนาม รวมทั้งการแสดงศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตนมีอยู่เช่น รถถัง ปืนใหญ่ เรือดำน้ำ เรือรบ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด ฯลฯ เพื่อเป็นการข่มขวัญอริราชศัตรูหรือประเทศเพื่อนบ้าน
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 269870088/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

กรุงหงสาวดี พ.ศ.๒๑๒๖ ตามคำบอกเล่าของชาวอิตาเลียน
"ครั้นพระเจ้ากรุงพะโค เสด็จกลับมา ทรงทราบว่า ระหว่างที่ทำศึกสงครามอยู่ที่เมืองอังวะ พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จมากรุงพะโค ตามพระราชโองการ พร้อมช้าง ๕๐ เชือก ม้า ๕๐๐ ตัว รวมทั้งพลหอกพลดาบ และแทนที่พระองค์จะเสด็จไปอังวะ แต่ยกพลกลับสยามเสียอย่างนั้น
ในเวลานั้น ทหารได้นำช้างต้นของเจ้าเมืองอังวะมายังกรุงพะโค ช้างคงไม่พอใจ เพราะร้องครวญครางทั้งวัน ข้าพเจ้าไปดูเห็นว่าช้างเศร้าโศกมาก กินอาหารได้น้อย ดังนั้น พระเจ้าพะโคก็ไม่อยากเลี้ยงช้างเชือกนี้ ข้าราชสำนัก ( พราหมณ์ )สองคนยังคงร่ายเวทขอให้ช้างกินอาหารได้ เลิกคร่ำครวญ และดีใจ ได้รับใช้นายใหม่ผู้ยิ่งใหญ่กว่านายเก่าเสียที
ถึงอย่างนั้น ช้างก็ไม่หายคร่ำครวญ งวงตก ไม่ยอมกินอาหาร แต่ผ่านไป๑๕ วัน ช้างก็เริ่มกินได้ พระเจ้าพะโคทรงดีพระทัยมาก
สำหรับช้างที่ล้มในระหว่างสงคราม พระองค์ทรงสั่งให้ก่อเจดีย์หรือสถูป บรรจุงาช้างเอาไว้พร้อมสิ่งของมีค่า อันมีเงินและทองคำ
บัดนี้ การสงครามระหว่างพะโคกับอังวะยุติลงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินสยาม หัวเมืองประเทศราชกรุงพะโค ทรงส่งทูตมาเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงพะโค กราบทูลว่าทรงเสียพระราชหฤทัย เพราะทาสคนหนึ่งได้บอกข่าวแก่พระราชโอรส ผู้ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยการศึกพะโค
ด้วยข่าวนั้น ทำให้พระราชโอรสไม่ขึ้นกับพระองค์ และไม่ถือว่าพระเจ้ากรุงพะโคเป็นพระเจ้าอยู่หัวอีกต่อไป
พระเจ้ากรุงพะโคจึงแต่งทัพใหญ่ไปตีสยาม นำโดยแม่ทัพชาวพม่า ซึ่งต่อมา สูญเสียทหารมิใช่น้อย เพราะล้มตายท่ามกลางอากาศร้อน และสยามก็ปกป้องเมืองเต็มความสามารถ
ทัพพะโคจับตัวเจ้าชายสยามไม่ได้ แต่ฝ่ายสยามบอกว่า หากพระเจ้ากรุงพะโคเสด็จมายังค่าย ก็จะทำความเคารพ เพราะนับถือกัน แต่ไม่ยอมลดตัวลงต่ำเด็ดขาด
พระเจ้ากรุงพะโคตรัสว่าจะต้องเผด็จศึก จับตัวพระราชโอรสมาเป็นข้าทาสให้จงได้ จึงสั่งให้ตีสยามต่อไป แต่เมืองก็ยังคงเข้มแข็ง ยืนหยัดได้สง่าผ่าเผย
กล่าวว่า ในราชธานีแห่งสยาม เรือนส่วนมากสร้างด้วยไม้ยกเสาสูงป้องกันน้ำท่วม ในหน้าหนาว ทุกหลังคาเรือน มีเรือใช้ติดต่อกัน เรือนของคนยากจนสร้างด้วยไม้ไผ่ ยกเสาไม้ หรือเสาไม้ไผ่ ผู้หญิงทั้งนั้น เป็นคนซื้อขายสินค้า
ชาวสยามเป็นพวกนอกศาสนาเช่นเดียวกับชาวพะโค พวกเขาผิวขาว และงดงาม อีกทั้งไม่หวาดกลัวศึกพะโคแม้แต่น้อย ดังเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
พระราชบิดาของพระเจ้ากรุงพะโค ( พระเจ้าบุเรงนอง) ทรงนำทหาร ๘๐๐,๐๐๐ นายไปโจมตีสยาม แต่คงยึดเมืองไม่สำเร็จ หากไม่มีผู้ทรยศออกมาเปิดประตูเมือง ตอนนั้นชาวโปรตุเกสจำนวนมากถูกจับขังคุก และพระเจ้ากรุงพะโคพระองค์ปัจจุบัน ทรงปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ เพราะพวกเขาให้การเรื่องพระเจ้าแผ่นดินสยาม
ในเวลานั้น เกิดไฟไหม้ตรอกชาวโปรตุเกสในพะโค ลมพัดแรง เรือน ๓๘๐๐ หลัง รวมทั้งเจดีย์และวัดหลายแห่งมอดไหม้
ตามโบราณราชประเพณี พระเจ้ากรุงพะโคทรงเป็นผู้สอบสวนว่าใครเป็นคนวางเพลิง และทรงได้รับคำตอบ เราย้ายมาอยู่เรือนนายทหารชาวโปรตุเกสในเมือง แต่ก็ยังหวาดกลัวไฟไหม้ไม่หาย และกลัวมากขึ้น เพราะโหรหลวงคนหนึ่งกราบทูลพระองค์ว่า หากอยากพิชิตสยามได้ ต้องเผาเมืองพะโคเช่นเดียวกับพระราชบิดาเสียก่อน
พวกเรากลัวพระองค์จะลงมือเผาเมืองพะโคมาก แต่พระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงห้ามปรามเอาไว้
พระองค์เป็นชายหนุ่มมีไหวพริบและรูปร่างหน้าตาดี ทรงเป็นเเม่ทัพกองทหารปืนใหญ่ และพลธนู ทรงมีร่างกายกำยำ และผิวคล้ำ เช่นเดียวกับพระราชบิดา ฯ
สุทธิศักดิ์ ถอดความ
Gasparo Balbi his voyage to Pegu , and observations here, gathered out of his owne Italian Relation; Chap V
Hakluytus posthumus
Purchas, Samuel
ภาพ - Kyaikpun Pagoda near Pegu (Cambodia tower )
Photograph of the Kyaikpun Pagoda near Pegu
(Bago), Burma (Myanmar), taken by an unknown photographer
Credit : Sudhisak Palpho
https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 0202147994
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

komkid.com
20 มกราคม 2020 ·
ชะตากรรม จักรวรรดิตองอู - หงสาหลังสงครามยุทธหัตถี
หลังสมเด็จพระมหาอุปราชาเมงจีสวา หรือ มังกะยอชวา ยกทัพมาทำศึกกับพระนเรศ หรือ พระนเรศวรแห่ง อโยธยาและทรงพ่ายแพ้จนสิ้นพระชนม์ชีพ อำนาจของหงสาวดีก็เริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากบรรดาประเทศราชทั้งหลาย ได้เห็นประจักษ์แล้วว่า บัดนี้ มหาอำนาจแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ ได้เปลี่ยนจากหงสาวดีไปสู่ อโยธยาแล้ว
หลังความปราชัยต่อกองทัพอโยธยา ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง ทรงเสียพระทัยกับการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาเมงจีสวาเป็นอันมาก ในพงศาวดารฉบับขุนหลวงหาวัดและฉบับคำให้การกรุงเก่า ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้านันทบุเรงทรงพิโรธเหล่าแม่ทัพนายกองชาวมอญที่อยู่ในกองทัพของพระมหาอุปราชาที่ปล่อยให้พระราชโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์ จึงให้เอาแม่ทัพนายกองเหล่านั้นพร้อมทั้งครอบครัวไปเผาทั้งเป็น จนตายสิ้น
ครั้นต่อมาไม่ถึงปี หงสาวดีก็ต้องเสียทวายและตะนาวศรีให้กับอโยธยา จากนั้นในปี พ.ศ. 2137 หัวเมืองมอญภาคใต้คือเมืองเมาะลำเลิงได้ก่อกบฏ หงสาวดีให้ทัพตองอูไปปราบ ทางพญาพะโรเจ้าเมืองเมาะลำเลิงจึงขอให้อโยธยาช่วย พระนเรศจึงทรงโปรดให้พระยาศรีไสลคุมทัพไปช่วยเมาะลำเลิง ทัพผสมอโยธยารามัญช่วยกันตึทัพตองอูแตกพ่าย จากนั้นหัวเมืองมอญภาคใต้ก็ย้ายข้างมาสวามิภักดิ์ต่ออยโธยา
เมื่อได้หัวเมืองมอญแล้ว พระนเรศทรงเห็นเป็นโอกาสที่จะยกทัพมาตีหงสาวดี จึงเสด็จยกกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี ในปี พ.ศ. 2138 ด้วยกำลังพล 120,000 คน โดยรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ จากนั้น ได้เสด็จไปล้อมเมืองหงสาวดีไว้อยู่ 3 เดือน และได้เข้าปล้นเมืองครั้งหนึ่ง แต่เข้าเมืองไม่ได้
ครั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ทรงทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ได้ยกกองทัพลงมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมือง ทรงเห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนัก จึงทรงให้เลิกทัพกลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปี พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อนครอบครัวในเขตมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก โดยกองทัพข้าศึกมิได้ยกติดตามมาแต่อย่างใด
แม้ครั้งนี้ อโธยาจะตีหงสาวดีไม่ได้ แต่ก็ได้สร้างความแตกแยกครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้น กล่าวคือ ในสงครามครั้งนี้ พระเจ้าอังวะ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของพระเจ้านันทบุเรง กับ พระเจ้าตองอู ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระเจ้านันทบุเรง (พระเจ้าตองอู เป็นโอรสของ สีหตู ซึ่งเป็นอนุชาของบุเรงนองและเป็นเจ้าอาของนันทบุเรง) ได้ยกทัพมาถึงก่อนพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นโอรสองค์รองของพระเจ้านันทบุเรง จึงทำให้พระเจ้านันทบุเรงไม่พอพระทัยพระเจ้าแปรที่ยกทัพมาล่าช้า ประกอบกับพระเจ้าตองอูกราบทูลยุยง พระองค์จึงทรงแต่งตั้งพระเจ้าอังวะเป็นพระมหาอุปราชาแทนที่มังกะยอชวาที่สิ้นพระชนม์ ทำให้พระเจ้าแปรที่กำลังเสด็จนำทัพมา ไม่พอพระทัยเป็นอันมากด้วยทรงหวังจะได้ตำแหน่งนี้อยู่
โดยนอกจากจะทรงโกรธพระราชบิดาแล้ว พระเจ้าแปรยังโกรธพระเจ้าตองอูที่ไปสนับสนุนพระเจ้าอังวะซึ่งอ่อนอาวุโสกว่าพระองค์ด้วย พระเจ้าแปรจึงให้เบนเข็มนำทัพเข้าตีเมืองตองอูเพื่อแก้แค้น ทว่าพระสังกะทัต โอรสของพระเจ้าตองอูได้ป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็ง จนทัพแปรตีเมืองไม่ได้ พระเจ้าแปรจึงยกทัพกลับและประกาศตนตั้งแข็งเมืองต่อหงสาวดี
ขณะเดียวทางเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาสอ กำลังมีปัญหากับล้านช้างที่เพิ่งตั้งตนเป็นเอกราชและทรงเห็นว่าหงสาวดีไม่อาจเป็นที่พึ่งต่อพระองค์ได้อีก จึงส่งราชทูตนำบรรณาการมาขอถวายสมเด็จพระนเรศและขอยอมเป็นเมืองประเทศราชอโยธยา ทำให้หงสาวดีต้องเข้าสู่ความแตกแยก โดยที่พระเจ้านันทบุเรงก็ทรงมิอาจแก้ไขอันใดได้
ต่อมาไม่นาน สมเด็จพระนเรศได้ทรงจัดทัพเพื่อเตรียมยกมาตีหงสาวดีอีกครั้ง ในคราวนี้ พระเจ้าตองอูซึ่งได้รับคำแนะนำจากมหาเถรเสียมเพรียม พระอาจารย์ของพระองค์ ได้ทรงวางแผนการคิดเป็นใหญ่ โดยทำทีสวามิภักดิ์อโยธยา ขณะเดียวกัน ก็ลอบส่งคนไปยุยงให้ชาวมอญที่เมาะตะมะซึ่งได้สวามิภักดิ์ต่ออโยธยา ทำการต่อต้านก่อจลาจล ทำให้ทัพอโยธยาต้องเสียเวลาปราบจลาจลที่เมืองเมาะตะมะ จากนั้น พระเจ้าตองอูก็ลวงพระเจ้านันทบุเรง ว่า ตองอูจะมาช่วยป้องกันเมืองจาก อโยธยา ขณะเดียวกัน ก็ทำความร่วมมือกับพระเจ้ายะข่าย เพื่อให้มาช่วยกันรับมือทัพพระนเรศ นอกจากนี้ยังได้สมคบคิดกับพระมหาอุปราชาพระองค์ใหม่เข้ายึดอำนาจในหงสาวดี กุมตัวพระเจ้านันทุบเรงไว้
จากนั้น พระเจ้าตองอูก็หักหลังพระมหาอุปราชา โดยให้พระสังกะทัตลอบปลงพระชนม์พระมหาอุปราชาเสีย แล้วนำพระเจ้านันทบุเรงไปไว้ยังเมืองตองอู ส่วนหงสาวดีนั้น ถูกทัพยะข่ายเผาจนสิ้นซาก
เมื่อ สมเด็จพระนเรศยกทัพมาถึงหงสาวดีก็ทรงพบเพียงซากเมืองร้าง หลังทรงทราบความทั้งหมด ก็ทรงพิโรธที่พระเจ้าตองอูใช้กลอุบายเช่นนี้ จึงทรงนำทัพไปล้อมตองอูใน ปีพ.ศ. 2142 ทัพอโยธยาล้อมเมืองนานถึงสองเดือนจนเสบียงขาดแคลนก็ไม่อาจตีเมืองได้ จึงต้องถอยทัพกลับมา
หลังอโยธยาถอยทัพกลับ บรรดาหัวเมืองมอญที่ยังภักดีต่อพระเจ้านันทบุเรง คิดเห็นว่า พระเจ้าตองอูคิดไม่ซื่อควบคุมพระเจ้านันทบุเรงไว้ จึงชวนกันระดมทัพมาตีตองอู พระสังกะทัตต้องใช้อุบายส่งราชสาส์นพระเจ้านันทบุเรงไปว่ากล่าว จนหัวเมืองเหล่านั้นล่าถอยกลับไป
พระสังกะทัต ราชบุตร พระเจ้าตองอูเห็นว่า พระเจ้านันทบุเรงจะเป็นเหตุนำอันตรายมาสู่เมืองตองอู จึงแอบวางยาพิษปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงเสีย ฝ่ายพระเจ้าตองอูนั้น แต่เดิมตั้งพระทัยว่าจะใช้พระเจ้านันทบุเรงเป็นหุ่นเชิดเพื่อควบคุมอาณาจักร แต่เมื่อการณ์แปรเปลี่ยนไป จึงให้ปล่อยข่าวว่า พระเจ้านันทบุเรงประชวรและสวรรคต โดยก่อนสวรรคต ได้ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ พระเจ้าตองอู ขึ้นเป็นพระเจ้าหงสาวดีสืบต่อ แต่หามีหัวเมืองใดเชื่อถือไม่
ยามนั้น เจ้านะยองยัน โอรสองค์สุดท้องของบุเรงนองได้ประทับอยู่ที่อังวะ ชาวเมืองเห็นว่าทรงเป็นโอรสของพระเจ้าสิบทิศ บุเรงนอง จึงพากันนับถือ ยกขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะองค์ใหม่ ฝ่ายพระเจ้าตองอู เห็นว่า อังวะกำลังจะเป็นภัยจึงส่งคนถือสาส์นไปขอความร่วมมือกับพระเจ้าแปรให้ช่วยกันปราบอังวะ
พระเจ้าแปรเห็นพ้องด้วยจึงแต่งทัพหมายไปสมทบกับตองอู เพื่อตีอังวะ ทว่าก่อนจะเคลื่อนทัพ ชาวเมืองได้ก่อจลาจลขึ้น พระเจ้าแปรหนีพวกก่อจลาจล จนพลัดตกน้ำและจมน้ำสิ้นพระชนม์ ส่วนพระเจ้าตองอู เมื่อทราบว่า แปรเกิดความวุ่นวายจึงนำทัพเข้าตีหมายยึดเมือง แต่ไม่สำเร็จจึงถอยทัพกลับ
ในเวลานั้นเอง พระเจ้าอังวะ นะยองยัน ได้หมายพระทัยจะสร้างความเป็นปึกแผ่นจึงนำทัพเข้าปราบปรามหัวเมืองไทใหญ่ต่างๆและยกพลเลยมาถึงแสนหวีเมืองขึ้นของอโยธยา จนทำให้สมเด็จพระนเรศต้องยกทัพไปตีอังวะในปี พ.ศ.2148 ทว่าเมื่อทัพอโยธยาไปถึงเมืองห้างหลวง สมเด็จพระนเรศก็ทรงประชวรและสวรรคตที่นั่น ทำให้อโยธยาต้องยกทัพกลับ ส่วนพระเจ้านะยองยันก็สวรรคตในปีเดียวกันนั้น
ส่วนทางตองอูนั้น พระเจ้าตองอูได้สิ้นพระชนม์ พระสังกะทัตที่ครองราชย์สืบต่อ ได้มาขอสวามิภักดิ์ต่อพระเอกาทศรถ ทว่าภายหลังได้ถูกพระเจ้าอังวะพระองค์ใหม่ โอรสของพระเจ้านะยองยันยกทัพมาปราบปราม โดยทัพอังวะได้ตีเมืองตองอูแตกและจับพระสังกะทัตประหารชีวิตเสีย

ฝากผลงานนิยาย สงครามเก้าทัพ ด้วยนะครับ
https://writer.dek-d.com/wipoo/writer/v ... ?id=237872
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 919789123/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ประวัติพระเจ้าตากสินและรัชกาลที่ 1 ฉบับ“อภินิหารบรรพบุรุษ” ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถูก“กุ”ขึ้นมาโดย ก.ศ.ร.กุหลาบ
“อภินิหารบรรพบุรุษ” หรือ”พงศาวดารกระซิบ” ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 1 นั้นเป็นเพียงจินตนาการที่เกิดจากการ “กุเรื่อง” ของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ”
............................................................................
พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในหนังสือ’อภินิหารบรรพบุรุษ’ที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ เขียนนั้นอ้างว่าคัดลอกมาจาก’ตำรามหามุขมาตยานุกูลวงษ์’ของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช(บุญรอด) เช่นเดียวกับที่อ้างถีงเมื่อครั้งเขียนเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยตอนเมื่อจะเสียกรุงแก่กรุงศรีอยุธยา ที่ตีพิมพ์ในหนังสือสยามประเภท
จนเป็นเหตุให้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (ร.5)สั่งให้ส่งตัว ก.ศ.ร.กุหลาบไปอยู่กับผู้จัดการในโรงเลี้ยงบ้า
ก.ศ.ร.กุหลาบสร้างเรื่องในการปลอมแปลงเอกสารประวัติศาสตร์ไว้มากมาย จนต่อมาภายหลัง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะในนิทานโบราณคดี เรื่องหนังสือหอหลวง
พระนิพนธ์เรื่อง “หอหลวง”นั้นเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “กุ”ซึ่งเป็นคำที่กล่าวถึงหนังสือที่ ก.ศ.ร.กุหลาบเขียนว่าหาที่มาของต้นฉบับที่แท้จริงไม่ได้แม้สักเล่มเดียว
จนคำว่า “กุ” ที่มาจากชื่อของ ก.ศ.ร.กุหลาบ นั้นถูกใช้ในความหมายว่า “โกหก หรือสร้างเรื่องขึ้นมา” และใช้กันมาถึงปัจจุบัน
............................................................................
ก.ศ.ร.กุหลาบ เริ่มแต่งพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หลังจากเริ่มออกหนังสือพิมพ์ชื่อ“สยามประเภท”ในปี พ.ศ.๒๔๔๐
คือเริ่มตีพิมพ์เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชเป็นตอนๆภายใต้ชื่อว่า”อภินิหารประจักษ์แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา”ในปีพ.ศ.๒๔๔๒
ต่อมาพ.ศ.๒๔๕๓ ก.ศ.ร.กุหลาบ รวบรวมบทความ”อภินิหารประจักษ์แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา”ที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ มารวมพิมพ์เป็นเล่มแต่เปลี่ยนชื่อเป็น’หนังสือพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตาก(สิน)’
ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มดังกล่าว กลายมาเป็นต้นฉบับของ”หนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ”ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจริง
ต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวบางส่วนของพงศาวดารกระซิบ ในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ” ในตอนที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสิน และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
............................................................................
ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ พระชนมายุได้ 22 พรรษา ถึงกำหนดจะทรงผนวชครั้งนั้น สมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดี ซึ่งเป็นพระชนกนาถ ทรงจัดตั้งกระบวนแห่พระบุตรที่ 4 ไปทรงผนวชวัดมหาทะลาย พระอาจารย์เจ้าวัดมหาทะลายเป็นอุปัชฌาย์
ท่านจำพรรษา อยู่ ณ วัดมหาทะลาย ในจุลศักราช 1119 ปีฉลู นพศก (พ.ศ.2300) เป็นปีที่ 26 ในรัชกาลแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
อนึ่ง พระเจ้าตากในเวลาโน้นนั้น ทรงพระนามว่า นายสิน เป็นบุตรจีนไหฮอง ชื่อหยง แซ่แต้ เป็นขุนพัฒน์นายตราบ่อนเบี้ย
แต่นายสินนั้น เจ้าพระยาจักรีรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม จึงได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลวง ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
พระเจ้าตากทรงผนวชอยู่กับพระอาจารย์ทองดีมหาเถร เจ้าอธิการวัดโกษาวาศน์ นัยหนึ่งว่าวัดคลัง เป็นวัดของเจ้าพระยาจักรีบิดาเลี้ยงของพระเจ้าตากสร้าง แต่ยังเป็นเจ้าพระยาคลัง
ในปีฉลูนพศกนั้น พระเจ้าตากทรงผนวชได้ 3 พรรษาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จึงทรงผนวชในพรรษาต้น อยู่ ณ วัดมหาทะลาย
ครั้นวันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เสด็จไปบิณฑบาตพบพระเจ้าตาก ซึ่งก็เสด็จมาบิณฑบาต ท่านก็หยุดยืนสนทนากันด้วยสมณวัตถุกถา
ขณะนั้น มีจีนชราเดินมาถึงที่ตรงประทับอยู่นั้น จีนชราก็หยุดยืนแลดูพระพักตร์ท่านทั้งสองพระองค์ เป็นช้านาน แล้วก็หัวร่อ แล้วก็เดินห่างพระองค์ประมาณ 10 ศอก แล้วก็เหลียวหน้ามาหัวร่ออีก แล้วจึงกลับเหลียวหน้าเดินไป ทำอาการกิริยาอย่างนั้นเป็นหลายครั้ง จนเดินห่างไปประมาณ 8 วาเศษ
ขณะนั้น พระเจ้าตากจึงกวักพระหัตถ์เรียกจีนชรานั้นให้กลับมาถึง แล้วจึงตรัสถามว่า ท่านแลดูหน้าเราแล้วก็หัวร่อ ด้วยเหตุไร
จีนชราตอบว่า ข้าพเจ้าแลเห็นราศีและลักษณะท่านทั้งสอง แปลกประหลาดกว่ามนุษย์ทั้งปวง
พระเจ้าตากจึงตรัสถามว่า ท่านเป็นหมอดูหรือ จีนชรารับว่าเป็นหมอดู พระเจ้าตากตรัสว่า ถ้ากระนั้นท่านช่วยดูเราสักหน่อยเถิด จีนนั้นจึงจับพระหัตถ์ดู แล้วจึงถามถึงปีเดือนวันพระชนมพรรษา ทราบแล้ว ทักทำนายว่า ท่านจะได้เป็นกษัตริย์ พระเจ้าตากก็ทรงพระสรวลเป็นทีไม่เชื่อ
ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จึงตรัสกับจีนชรานั้นว่า ท่านจงช่วยดูให้เราบ้าง จีนนั้นจึงจับพระหัตถ์แล้วจึงถามปีเดือนวันพระชนมพรรษา ทราบแล้วจึงทำนายว่า ท่านก็จะได้เป็นกษัตริย์เหมือนกัน
ขณะนั้น ท่านทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระสรวล แล้วจึงตรัสตอบจีนนั้นว่า เรามีอายุอ่อนกว่าพระเจ้าตาก 2 ปีเศษเท่านั้น จะเป็นกษัตริย์พร้อมกันอย่างไรได้ ไม่เคยได้ยิน
ตรัสเท่านั้นแล้ว ก็เสด็จเลยไปบิณฑบาตทั้งสององค์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทรงผนวชได้พรรษาหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ก็สวรรคต...............
............................................................................
อนึ่ง เมื่อปลายแผ่นดินพระเจ้าตากสินนั้น โปรดเกล้าให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เป็นแม่ทัพยกไปปราบปรามเมืองเขมรเป็นครั้งหลัง
เมื่อจะไปนั้นพระราชทานฉลองพระองค์ทรงประพาศอันเป็นเครื่องต้น ทรงถอดออกจากพระองค์พระราชทานเป็นรางวัล โดยอัศจรรย์เป็นบุพนิมิต เหตุที่พระองค์กลับมาจะได้สิริราชสมบัติ
ครั้นเมื่อท่านจะกลับมากรุงธนบุรีนั้น เกิดศุภนิมิตเป็นอัศจรรย์ปรากฏแก่คนทั้งปวง เพื่อพระราชกฤดาเดชานุภาพ พระบารมีจะถึงเศวตรฉัตรในราชสมบัติ เทพเจ้าผู้มีมเหศฤทธิ์ หากบันดาลให้เกิดรัศมีโชติช่วงแผ่ออกรอบพระกายโดยรอบประมาณ 6 ศอก ประดุจปริมณฑลพระจันทร์อันทรงกลด เหตุนั้นเห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพพล 10,000 เศษ
............................................................................
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง(ร.5) ทรงพระปรารภในพระราชนิพนธ์เรื่อง’พระราชพิธีสิบสองเดือน’ตอนพิธีถือน้ำโดยมีข้อสรุปตำหนิ ก.ศ.ร.กุหลาบ ว่า…
ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เสียเช่นนั้น ก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวง
ซึ่งควรจะได้รับแล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้รักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้
หนังสือนี้จะคลาดเคลื่อนมาจากแห่งใดก็หาทราบไม่ แต่คงเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งเห็นได้ถนัด’ดังนี้…
............................................................................
ไม่น่าเชื่อว่า “อภินิหารบรรพบุรุษ” พงศาวดารกระซิบ ซึ่งเป็นเพียงนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่แต่งขึ้น กลับถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาในสมัยที่ผมเรียนหนังสือสมัยเด็กๆ ได้อย่างไร
แถมระบบการศึกษาของไทย เป็นระบบท่องจำ และเป็นระบบที่ต้องเชื่อตามโดยไม่มีคำถามอีกด้วย
ซึ่งเท่ากับเป็นการยัดเยียดให้คนไทยหลงเชื่อว่านิยายที่เกิดจากการ”กุเรื่อง”ของคนที่หวังจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง กลายเป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย
............................................................................
ในสมัยปัจจุบันยังคงมีคน “กุ” เรื่องขึ้นโดยการนำเรื่องจริงมาแต่งเติม จนคนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงอยู่เสมอ เพราะมีสาระสำคัญเป็นเรื่องจริง แต่นำเรื่องที่กุขึ้นเองใส่ใส้เอาไว้อย่างแนบเนียน
Credit : อัษฎางค์ ยมนาค
https://www.facebook.com/12349930666164 ... 076376895/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เจาะเวลาหาอดีต
5 ชม. ·
ชีวประวัติของพลซุ่มยิง (Sniper : สไนเปอร์) ลุดมิลา ปาพลิเชนโก (Lyudmila Pavlichenko) แห่งกองทัพแดง
ช่วงชีวิตก่อนเป็นพลซุ่มยิงหญิงของกองทัพสหภาพโซเวียตช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลุดมิลา มิคาอิลโลฟนา ปาพลิเชนโก เป็นหนึ ่งในพลซุ ่มยิงหญิงแห ่งสหภาพโซเวียตที่ประสบความสำเร็จและน่าเกรงขามที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ ่านมา เธอไม่เหมือนกับพลซุ่มยิงหญิงทั่วไปเนื่องจากเธอเป็นพลซุ่มยิงหญิงที่ได้สร้างคะแนนสูงสุดด้วยการทำลายศัตรูที่สามารถนับจำนวนได้อย่างเป็นทางการ 309 ราย โดยศัตรูส่วนใหญ่ล้วนได้รับการฝึกฝนทางทักษะการยิงมาเป็นอย่างดี จากผลงานดังกล่าวส่งผลให้ลุดมิลาเป็นที่ยอมรับในสังคม ชื่อเสียงและความสามารถของลุดมิลา ไม่เพียงแต่เป็นที่ยอมรับภายในสหภาพโซเวียตแต่ขยายเป็นวงกว้างไปถึงประเทศสัมพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือแม้แต่ฝ่ายศัตรูหรือฝ่ายอักษะอย่าง เยอรมนี ซึ ่งได้ออกมายอมรับถึงความสามารถที่หาได้ยากในหมู่พลซุ่มยิงเช่นกัน
ลุดมิลา ปาพลิเชนโก เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1916 ที ่เมืองโบกุสลาฟ (Boguslav) เป็นเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของภูมิภาคเคียฟในขณะนั้น ต่อมาครอบครัวของเธอจำเป็นต้องย้ายไปยังเมืองหลวงของยูเครนในช่วงฤดูร้อน ปีค.ศ. 1932 เนื่องจากคุณพ่อของเธอจำเป็นต้องย้ายงาน โดยทางสถานที่ทำงานได้จัดสรรที่พักอาศัยให้ทางครอบครัวของลุดมิลา
พ่อของลุดมิลาคือนาย มิคาอิล อีวานโนวิช เบโลฟ (Mikhail Ivanovich Belov) ทำงานเป็นพนักงานของ NKVD (Narodny Kommisariat Vnutrennykh Del) หรือ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนของกรมการปกครองภายในประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานกลาง
ของหน่วยงานนี้เพื่อให้ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่นี้ได้อย่างโปร ่งใสและเป็นธรรม เขามีลักษณะบุคลิกที่เคร่งขรึมและเข้มงวด ส่วนคุณแม่ของเธอคือ เยเลน่าตราฟีโมฟน่า เบโลว่า (Elena Trofimovna Belova) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมหญิงล้วน ณ เมืองวลาดิมีร์ (Vladimir) เธอมีความรู้ความเข้าใจในภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดีและได้สอนลูกๆ ของเธอเองเช่นกัน เธอเป็นคุณครูและที่โรงเรียน เธอเป็นที่รักของนักเรียนที่นั่น โดยวิธีการสอนของเธอแตกต่างไปจากการสอนโดยทั่วไป คือใช้เกมส์นำมาประยุกต์ใช้ในการสอน ซึ่งช่วยเสริมสร้างให้ทักษะการจดจำคำศัพท์ภาษาต่างประเทศรวมถึงทักษะการอ่าน และทักษะการพูดของนักเรียนอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้แล้วเธอยังได้แนะนำหนังสือให้ลูกสาวทั้งสองอ่านวรรณกรรมคลาสสิกของรัสเซียเช่น งานเขียนของ อเล็กซานเดอร์ปุชกิ้น
(AlexanderPushkin) มิคาอิล เลอร์มนตอฟ (Mikhail Lermontov)ลีโอตอลสตอย (Leo Tolstoy) และ เม็กซิม กอร์กี้(Maxim Gorky) จากงานเขียนต่าง ๆ ที่แม่ของเธอได้ให้คำแนะนำนั้นสามารถสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของแม่เธอได้คือ เป็นคนที่อ่อนโยนและเป็นคนที่ช่างฝัน วรรณกรรมคลาสสิก
นั้นเป็นชนวนจุดความสนใจให้วาเลนติน่า(Valentina พี ่สาวของลุดมิล ่าในด้านวรรณกรรมและนิยายมากขึ้น ส่วนลุดมิล่านั้นให้ความสนใจกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องราวที่บันทึกจากทหารในมหาสงคราม
ในช่วงเวลาวัยเด็กลุดมิลาเป็นเด็กผู้หญิงที ่ชอบกิจกรรมผาดโผน รักในการผจญภัยเธอจึงชอบใช้เวลาส ่วนใหญ ่เล่นกับเด็กผู้ชายและบ่อยครั้งที ่เธอได้เป็นผู้นำของกลุ ่มเด็กผู้ชายแต่เมื่อลุดมิลาและทางครอบครัวมีความจำเป็นย้ายไปอาศัยอยู ่เมืองหลวงของยูเครนส่งผลให้การใช้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไป คุณพ่อแนะนำให้เธอและพี่สาวเข้าทำงาน ณ โรงงานอาร์เซนอล(Arsenal) ซึ่งทำให้เธอได้เข้าร่วมสหพันธ์เยาวชนคอมมิวนิสต์ (Young Communist League)2 และได้ทำความรู้จักกับ ฟีโอดอร์คูชเชนโก (Fyodor Kushchenko) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนเรื่องการยิงปืนในโรงงานอาร์เซนอลเขาได้แนะนำให้เธอรู้จักกับปืนไรเฟิลรุ่น TOZ-83 และได้เริ่มทำการฝึกซ้อมยิงกับปืนชนิดนี้รวมถึงหันมาศึกษาถึงกระบวนการทำงานของกลไกของปืนไรเฟิล การเคลื่อนไหวของลูกกระสุนปืน ฝึกการประกอบปืน เรียนรู้วิธีการดูแลรักษาของปืน รวมไปถึงศึกษาถึงประวัติและวิวัฒนาการของอาวุธปืน หลังจากนั้นเธอจึงตัดสินใจเข้าร ่วมการแข ่งขันที ่อาซาเวียคิม(Osoaviakhim) และได้รับเกียรติบัตรและเหรียญในขั้นที่ 2 ซึ่งมีคุณค่าสำหรับเธออย่างมาก
แต่ในทางกลับกัน ครอบครัวเธอมิได้ยินดีหรือเห็นคุณค่าของเกียรติบัตรหรือเหรียญนั้นเท่าใดนักสหพันธ์เยาวชนคอมมิวนิสต์ (Young Communist League) เป็นส ่วนช่วยในการสนับสนุนเธอในการค้นพบเส้นทางใหม่ของชีวิต ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีค.ศ. 1935 เธอได้รับอนุญาตให้เป็นหนึ่งในนักเรียนขององค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเคียฟ
(Kiev State University) ช่วงเวลานั้นเธอยังคงทำงานอยู่ที่โรงงาอาร์เซนอลพร้อมทั้งเข้าเรียนในภาคค่ำ เดือนกันยายน ค.ศ. 1936 เธอผ ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเคียฟสาขาวิชาประวัติศาสตร์ถือเป็นการเติมเต็มความฝันในช่วงวัยเด็กของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นนักศึกษาที่มีอายุเยอะที่สุดภายในห้องเรียนนั้นก็ตาม ตลอดเวลาที่เธอได้ใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษานับเป็นแรงผลักดันให้เธอได้รู้จักศาสตร์ความรู้อีกหลากหลายด้าน อาทิวิชาโบราณคดีวิชาชาติพันธุ์วิชาประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เป็นต้น วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นวิชาที่เธอชื่นชอบ จนกระทั่งช่วงปีที่ 2 ของการศึกษาที่นั่น ฟีโอดอร์ได้แนะนำลุดมิลาให้สมัครหลักสูตรการฝึกพลซุ่มยิงระยะเวลา 2 ปีณ โรงเรียนฝึกพลซุ ่มยิงอาซาเวียคิม (Osoaviakhim) ซึ ่งเป็นโรงเรียนใหม่ที่เพิ่งได้เปิดทำการในเมืองเคียฟ โดยโรงเรียนแห่งนี้พิจารณารับนักศึกษาจากผู้ที่มีเกียรติบัตรรองรับจากสถาบัน โวโรชิโลฟ มาร์คแมน (Voroshilov Marksman) ระดับที่ 2 ขึ้นไปเท่านั้น ภายในโรงเรียน เธอได้เรียนรู้การใช้ปืนไรเฟิลดั้งเดิมรุ่นโมซิน (Mosin)ซึ่งเป็นปืนที่กองทัพแดงใช้ปฏิบัติการระหว่างการรบและเรียนรู้กลไกการทำงานต่างๆ ของปืนไรเฟิลช่วงระหว่างการศึกษาเล ่าเรียนนั้นลุดมิลาและสามีอเล็กเซย์ปาพลิเชนโก(Alexsei Pavlichenko) ได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ โรติสลาฟ (Rostislav) ในช่วงปีค.ศ. 1939 เธอสำเร็จการศึกษาโรงเรียนเตรียมพลซุ่มยิงพร้อมกับผลการเรียนที่ดีเยี่ยม เมื่อสำเร็จการศึกษาทางโรงเรียนได้ให้นักศึกษารวมถึงลุดมิลาเรียนรู้การใช้ ปืนไรเฟิลระบบใหม่ซึ่งส่งมาจากกองทัพแดงคือ ปืนรุ่น Simonov (AVS-36) และ Tokarev ( SVT38) ลักษณะพิเศษของปืนรุ่นดังกล่าวสามารถเพิ่กระสุนปืนได้อย่างอัตโนมัติแรงส ่งลูกกระสุนของปืนอัดได้แรงกว่า เร็วกว่า และแม่นยำกว่าเดิม
กองทัพนาซีเยอรมันเข้าโจมตีโปแลนด์ซึ ่งเป็นชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 กันยายน ปีค.ศ. 1939 แม้ว่าโปแลนด์ได้ป้องกันการบุกรุกของกองทัพนาซีแต่ในวันที่ 8 กันยายน หลังจากนั้นกองทัพนาซีรุกคืบเข้าใกล้กรุงวอร์ซอ (Warsaw) และทำการปิดล้อมเมืองเป็นเวลา 20 วัน
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นลุดมิลาผ่านการสอบวิชาประวัติศาสตร์ในช่วงปีที่ 4
พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1941 ด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยมส่งผลให้เธอได้รับโอกาสในการทำงานในห้องสมุดสาธารณะแห่งเมืองโอเดสซ่า (Odessa) ในช่วงเวลานั้นมีคำสั่งจากคณะรัฐบาลของสหภาพโซเวียตประกาศรับทหารอาสาสมัครเข้าร่วมป้องกันประเทศเนื่องจากกองทัพนาซีกำลังรุกคืบเข้ามาใกล้เขตแดนสหภาพโซเวียตอย่างต่อเนื่องลุดมิลาตัดสินใจเข้าสมัครเป็นทหารพลซุ ่มยิงพร้อมยื ่นประกาศนียบัตรรองรับการสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนพลซุ ่มยิง
อาซาเวียคิม (Osoaviakhim) แต่เธอถูกปฏิเสธ พร้อมทั้งได้รับคำดูถูกเหยียดหยาม :ซึ่งพนักงานรับสมัครทหารมองว่าตำแหน่งพลซุ ่มยิงเป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้ทักษะการยิงหรือความสามารถในการทำงานมากนัก อีกทั้งมองว่าเธอเป็นผู้หญิงจึงควรสมัครเป็นพยาบาลทหาร ในวันต่อมาเธอ
ตัดสินใจเข้าไปสมัครตำแหน่งเดิมหากแต่รอบนี้เธอได้รับการพิจารณา เนื่องจากผู้รับพิจารณามีความรู้ความเข้าใจในตำแหน่งพลซุ่มยิง ในช่วงแรกเธอได้เข้าอยู่ในกองพลซุ่มยิง ชาพาเยฟ ที่25 (The 25th Chapayev Rifle Division) ในแนวหน้าของกองทหารที่54 ของกองทัพสหภาพโซเวียตขณะนั้น ช่วงแรกของการปฏิบัติหน้าที่ทางกองทหารยังไม่มีตำแหน่งพลซุ่มยิงรองรับให้แก่ลุดมิลา
เธอจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขุดสนามเพลาะ10และผู้ช่วยติดตั้งอาวุธปืนใหญ่และระเบิด ในวันที่ 23 มิถุนายน ปีค.ศ. 1941 กองทัพโรมาเนียซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทหารนาซีพยายามที่จะข้ามผ่านแม่น้ำพรุท (Prut) และขับไล่กลุ่มกองทัพชาพาเยฟ (Chapayev) ท้ายที ่สุดกองทัพโรมาเนียต้อง
พ่ายแพ้จากการสู้รบในครั้งนี้ซึ่งมีจำนวนทหารโรมาเนียเสียชีวิตทั้งสิ้น 1,500 คน 11 ในเวลาต่อมากองทัพโรมาเนียนทำการโจมตีอีกครั้ง ซึ่งกองทหารที่ 54 ของเธอทำการตั้งรับกับกลุ ่มกองทัพโรมาเนียนโดยลุดมิลาทำการซุ่มยิงอยู่ในสนามเพลาะจุดที่3 ระยะห่างจากศัตรู300 เมตร ผลจากการ
ปฏิบัติฝ่ายกองทัพชาพาเยฟชนะ ร้อยโทโคฟทัน (Junior Lieutenant Kovtun) เห็นถึงความสามารถระหว่างการปฏิบัติการรบจึงตัดสินใจมอบปืนไรเฟิลรุ่นโมซินด้วยลำกล้อง PE (Mosin sniper rifle with PE sight) แก่ลุดมิลา12ตามที่เธอเคยปรารถนาก่อนหน้านี้และในช่วงวันที่ 8 สิงหาคม
ค.ศ. 1941 เธอถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ ณ หมู่บ้านเบลยาเยฟคา (Belyayevka) เธอแอบซุ่มยิงอยู่ที่กระท่อมของชาวนา เป้าหมายแรกที่เธอสามารถกำจัดได้ในการยิงนัดที่3 และเป้าหมายที่สองเธอกำจัดได้จากการยิงครั้งที่4 จากการยิงดังกล่าวยังไม่นับเป็นผลดีเท่าใดนักเนื่องจากอาจทำให้ฝ่ายศัตรู ไหวตัวทันและอาจทำให้ศัตรูหลบหนีไปได้ในช่วงเช้าของวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1941 ระหว ่างที ่ลุดมิลาได้ปฏิบัติภารกิจที่ สนามเพลาะเธอได้รับบาดเจ็บจากการยิงของทหารโรมาเนียและทหารเยอรมัน จึงถูกส ่งตัวไป โรงพยาบาลของกองพันที่ 1 แห่งสหภาพโซเวียตเป็นสถานที่เธอต้องอยู่ร่วมกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และทหารที่มีอาการเสียสติจากการรบ (shell shock) เป็นเวลา 2 วัน
ลุดมิลาตัดสินใจกลับไปปฏิบัติหน้าที่อีกครั้งพร้อมกับได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นจากพลทหารเป็นสิบโท นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื้นตันต่อเธอมากอีกทั้งผลักดันให้เธอมุ่งมั่นอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อรักษาการดำรงอยู่ของสหภาพโซเวียตมากขึ้น หลังจากได้รับการเลื่อนขั้นเธอต้องลงพื้นที่ ณ เขตเมืองโอเดสซ่า (The Odessa defence district) ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะ พลซุ ่มยิงที ่ต้องลงไปปฏิบัติการเพื ่อนร ่วมงานของเธอที่ร่วมทำงานในครั้งนี้ทั้งหมด 3 คน คือ ทหารราบ นาย เดคทราเรฟ (Degtyarev) ถือปืนกล machine gun (DP) ทำหน้าที ่ช ่วยคุ้มกันพลซุ ่มยิงคนที่สองคือ ลุดมิลาทำหน้าที่เป็นพลซุ่มยิงโจมตีศัตรู(Sniper-terminator) และคนสุดท้ายคือ ปีเตอร์ คาลาโคลท์เซฟ (Pyotr Kolokoltsev) ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชี้เป้า (Sniper-observer) โดยตำแหน่งผู้สังเกตการณ์นี้จะต้องเป็นผู้ที ่มีความชำนาญหรือมากประสบการณ์กว่าเป็นผู้โจมตี เนื่องจากต้องอาศัยทักษะการคำนวณทิศทางลมรวมทั้งอุณหภูมิและอากาศซึ่งมีส่วนทำให้ทิศทางกระสุนเปลี่ยนแปลงได้พร้อมทั้งเป็นผู้ที่ต้องทำหน้าที่ช่วยคุ้มกันพลซุ่มยิง16 ลุดมิลาสามารถกำจัดศัตรูจำนวน 10 คนส่วนเพื่อนร่วมงานของเธอกำจัดศัตรูจำนวน 8 คน และในช่วงวันที่ 8 กันยายน กองทัพโรมาเนียบุกโจมตีกองทัพโซเวียตเข้ามาเรื่อยๆ เป็นเหตุให้กองกำลังเธอต้องเร่งเข้าช่วยที่ปากแม่น้ำระหว่าง คาจิบริสค์ (Khajibeisk) กับ คูเยานิค (Kuyalnik)
จากประสบการณ์ที่เธอได้ลงพื้นที่ส่งผลให้เธอได้พัฒนาฝีมือการยิงเป้าหมายและสามารถหาแนวทางการกำจัดศัตรูที่เหมาะสมศักยภาพ
ของลุดมิลาได้พัฒนาขึ้น คือ เธอจะเลือกเล็งเป้าไปตรงบริเวณตาหรือศีรษะของฝ ่ายศัตรูและในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากสิบโทเป็นร้อยโทพร้อมกับความรับผิดชอบหรือหน้าที่เพิ่มมากขึ้น คือ เธอต้องดูแลเหล่าทหารใหม่ที่เข้าร่วมปฏิบัติการในกองเดียวกับเธอเช่นกัน
ภารกิจต่อมาช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนกันยายนที ่เธอได้รับมอบหมายนั้น คือเธอต้องนำกองกำลังเธอเข้าปฏิบัติหน้าที่ ณ หมู่บ้าน กิลเด็นดอล์ฟ (Gildendorf Village) และจากการ ปฏิบัติหน้าที่ ณ หมู่บ้านดังกล่าวส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงตรงบริเวณสะโพกขวาและในช่วงวันที่ 21-22 กันยายน กองทัพโซเวียตชนะกองทัพโรมาเนียได้สำเร็จ ณ เมืองโอเดสซ่าจากนั้นกองทัพของลุดมิลาได้รับคำสั่งให้เคลื ่อนย้ายฐานทัพไปยังหมู่บ้านเดานิค (Dalnik) ผ ่านเขตตาตาร์ก้า (Tatarka) และเขตโบการ์สกี้คูโตรา (Bogarskie Khutora line) ในขณะนั้นลุดมิลา ได้รับการรายงานข้อมูลจากร้อยเอกเซอร์เกลนโก(Captian Sergienko) เกี่ยวกับจำนวนของทหาร
นาซีที่ถูกกำจัดโดยฝีมือของพลซุ่มยิงมีมากกว่า 100 คน นับเป็นก้าวความสำเร็จในการปฏิบัติงานเพื่อชาติของเธอ ซึ่งก่อนการเริ่มปฏิบัติหน้าที ่ ลุดมิลาได้รับอาวุธรุ ่นใหม่จากผู้บัญชาการกองพลเป็นปืนรุ่น SVT-40 พร้อมลำกล้องรุ่น PU ซึ่งมีขนาดสั้นกว่าและมีน้ำหนักเบากว่าลำกล้องรุ่น PE
สถานการณ์ช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ทางใต้เขตการป้องกัน โอเดสซ่า กองทหารโรมาเนียที่ 10 รุกคืบเข้ามาใกล้ตรงบริเวณตาตาร์ก้าและพยายามทำลายกองทหารพลซุ ่มยิงที่ 25 ชาพาเยฟและกองทหารม้าที่ 2 โดยเฉพาะในช่วงวันที ่ 13 ตุลาคม เกิดการปะทะอย่างรุนแรงลุดมิลาพยายามต้านศัตรูจากตรงบริเวณหมู่บ้านตาตาร์ก้า พร้อมอาวุธ
คู่กายเธอ หากแต ่ในระหว ่างการรบนั้นเธอได้รับบาดเจ็บอีกครั้งตรงบริเวณศีรษะจากการโจมตีของฝั่งทหารราบโรมาเนียที่ระดมยิงเข้าใส ่บริเวณตึก ส ่งผลให้เธอจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่หน่วยพยาบาลกองทหารที่ 4720
หลังจากอาการบาดเจ็บของลุดมิลาดีขึ้น เธอจำเป็นต้องเร ่งข้ามทะเลเพื ่อป้องกันเขตไครเมียขณะนั้นเธอกำจัดศัตรูได้จำนวน 187 คน เธอเดินทางมาถึงฝั ่ง เซวาสโตปอล (Sevastopol) ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1941 และเหตุการณ์ที่ได้สร้างความขุ่นมัวในจิตใจเธอคือ เมื่อเธอถึงฝั่งเซวาสโตปอลกะลาสีเรือกล่าวทักทายด้วยความมั่นใจกับเธอว่าเธอคงไม่มีอาวุธติดกาย
มาใช่หรือไม่ เธอจึงรีบตอบกลับว่าเธอปฏิบัติหน้าที่เป็นพลซุ่มยิงซึ่งคำตอบดังกล่าวได้สร้างความแปลกใจแก่กะลาสีอย่างมาก เนื่องจากกะลาสีมองว่าสงครามไม่ใช่พื้นที่สำหรับผู้หญิง21อีกทั้งเธอไม่มีความเชื่อในเรื่องของศาสนา หากแต่เธอมีความเทิดทูนในประเทศชาติและอุทิศแรงกายแรงใจรบ
เพื่อประเทศชาติทหารนาซีเข้าจู่โจมระลอกแรกที่เมืองเซวาสโตปอล เป็นเวลาทั้งหมด 25 วัน ซึ่งทางฝั่งลุดมิลาและเพื่อนร่วมงานโพตาพอฟ (Potapov)กำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน เมเค็นเซีย (Mekenzia)
และต้องขึ้นไปสังเกตการณ์ศัตรูบนต้นไม้เนื่องจากเป็นจุดที่ง่ายต่อการเล็งเป้าทหารนาซี22 ในช่วงแรกของการทำงานเธอต้องสังเกตกิจวัตรประจำวันของศัตรูเวลาเข้าออกภายในฐานทัพของทหารนาซเธอต้องคำนวณทิศทางและสภาพภูมิอากาศให้ถูกต้องเนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีผลต่อทิศทางของ
ลูกกระสุน นอกจากทักษะดังกล่าว การมีสภาพจิตใจหรืออารมณ์ที่มั่นคงและมีสมรรถภาพทางกายที่แข็งแรงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นกัน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานะพลซุ่มยิงต้องใช้ความอดทนทั้งทางจิตใจและร ่างกาย โดยห้ามเคลื่อนที่เพื่อไม่ให้ศัตรูไหวตัวทัน ซึ่งบางสถานการณ์
เธอต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรอศัตรูเป็นเวลาหลายชั่วโมงในสถานที ่ที่อาศัยอยู่อย่างยากลำบากบางสภาพภูมิอากาศมีอากาศที ่หนาวเย็นหรือบางสถานที ่มีอากาศที ่ร้อนระอุอย ่างมาก อีกทั้งจำเป็นต้องอาศัยทักษะการตัดสินใจที่เด็ดขาดและการวางแผนที่ดีดังนั้นการเป็นพลซุ่มยิงเป็นอาชีพ
ที ่ต้องผ ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก การออกไปปฏิบัติในสถานที ่ดังกล่าวของลุดมิลาในช่วงครึ่งเดือนแรกตุลาคม สถานการณ์ยังคงราบรื่นดี
สถานการณ์ในระลอกที ่สองเริ ่มตึงเครียดมากขึ้นในช่วงวันที ่ 20 ธันวาคม กองทัพทหารนาซีบุกรุกอย่างรุนแรงมากขึ้น และต้องการยึดเซวาสโตปอลโดยไม่เพียงแต่บุกรุกทางด้านภาคพื้นดิน แต่รวมถึงส่งกองกำลังทหารนาซีจู่โจมทางทะเลเช่นกัน ลุดมิลาต้องรับมือกับการกำจัดเหล่าทหารราบนาซีกระสุนปืนใหญ่ที่กระหน่ำยิงเข้ามายังฝ่ายกองกำลังโซเวียต ระหว่างทำการสู้รบลูกกระสุนจากปืนใหญ่ตกลงในบริเวณต้นไม้ที่เธอแอบซุ่มโจมตีอยู่ลุดมิลาอ่อนแรงลงและเสียเลือดมาก พร้อมทั้งลำกล้องของปืนไรเฟิลเกิดความเสียหายไม ่สามารถใช้งานได้ตามปกติจนกระทั่ง ร้อยโท อเล็กเซย์คิทเซ็นโก (Alexei Kitsenko) พบเธอหมดสติอยู่กลางป่าจึงนำตัวเธอเข้ารักษา
หน่วยพยาบาลกองทหารที่ 47 อีกครั้ง เป็นระยะเวลากว่า 2 อาทิตย์ ในขณะเดียวกันนั้นความสัมพันธ์ของลุดมิลาและร้อยโทอเล็กเซย์คิทเซ็นโกพัฒนาจากหัวหน้ากับลูกน้องไปเป็นความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยา
จากประสบการณ์ที่ลุดมิลาเข้าร่วมรบที่หมู่บ้านในเขตโอเดสซ่าและสนามรบที่ผ่านมาเธอได้พัฒนาฝีมือหรือทักษะการเป็นพลซุ่มยิงมากขึ้น เธอสามารถได้ยินเสียงรอบข้างที ่เกิดขึ้นโดยมีระยะห่างไกลถึง 1 กิโลเมตร การทำงานของสายตาเธอสามารถมองเห็นในที่มืดเทียบเท่ากับประสิทธิภาพการมองเห็นในช่วงเวลากลางวัน และเคลื ่อนไหวร ่างกายในป ่าอย่างเงียบพร้อมทั้ง
อำพรางตัวโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถพบเห็นตัวเธอได้เธอจึงได้รับฉายาจากผองเพื่อนว่า เธอเปรียบดั่งแมวป่า (Lynx)
เมื่ออาการของลุดมิลาเข้าสู่สภาวะปกติอเล็กเซย์คิชเซ็นโก สามีของเธอ ได้นำเธอกลับไปปฏิบัติหน้าที่อีกครั้งบนแนวหน้าของกองทัพโซเวียตซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้เธอต้องปะทะฝีมือกับพลซุ่มยิงนาซีระดับดีเยี่ยมซึ่งหาจับตัวได้ยาก โดยเขาได้กำจัดทหารโซเวียตเป็นจำนวน 5 คน
และหนึ่งในจำนวนดังกล่าวมีผู้บังคับบัญชากองทัพที่2 ซึ่งทั้งหมดถูกสังหารด้วยการโดนยิงตรงบริเวณศีรษะซึ่งสามารถรวมจำนวนศัตรูทั้งหมดที่พลซุ่มยิงนาซีกำจัดได้ในขณะนั้น 215 คน เทียบกับจำนวนศัตรูที่ลุดมิลาสังหารได้ในขณะนั้นทั้งหมด 227 คน โดยก ่อนช ่วงที ่ลุดมิลาจะลงพื้นที่มีการรายงานว่าพลซุ่มยิงนาซีแอบซ่อนอยู ่ตรงบริเวณสะพานทางรถไฟ โดยเธอปฎิบัติการกับเพื่อนร่วมงาน และผลจากการปฏิบัติงานในครั้งนี้เธอสามารถสังหารพลซุ่มยิงนาซีได้สำเร็จ
ผลงานของลุดมิลาได้สร้างแรงจูงใจให้นักข่าวนำเรื่องราวของลุดมิลาเป็นแบบอย่างบนโฆษณาทางการเมืองอย่าง โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)
28 เพื ่อชักจูงให้ผู้คนมีแนวคิดการรักชาติและยกย่องให้เธอเป็นผู้กล้าหาญผ่านทางวีรกรรมการรบที่ผ่านมา29 หลังจากนั้นเธอและอเล็กเซย์สามีเธอกลับไปปฎิบัติงานรับมือกับกองทัพทหารนาซีอีกครั้ง ผลจากการปฏิบัติงานในครั้งนี้สามีของลุดมิลาได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดด้วยการใช้ตัวเองเป็นโล่คุ้มกันเธอ และในช่วงวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1942 สามีของเธอได้เสียชีวิตลง เนื ่องจากทนพิษจากบาดแผลไม่ไหว ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเธอได้รับประกาศนียบัตรเกี่ยวกับจำนวนทหารนาซีที่ถูกเธอสังหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 257 คน โดยผู้ที่ลงชื่อรับรองผลงานดังกล่าวคือ ผู้บัญชาการทหารบกพลตรีเพโตรฟ (Petrov) อีกทั้งเธอยังได้รับเหรียญ Battle Merit31 พร้อมกับเพื่อนร่วมงานของเธอ ฟีโอดอร์เซียดึคซ์ (Fyodor Sedykh)
การโจมตีของกองทัพนาซีระลอกที่3 ในเซวาสโตปอลเริ่มขึ้นในช่วงวันที่ 7 มิถุนายน ลุดมิลาออกไปปฏิบัติภารกิจกับฟีโอดอร์อีกครั้ง โดยครั้งนี้อำพรางตัวบริเวณลำต้นโอ๊คและถูกโจมตีโดยทหารฝั่งนาซีส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บอีกครั้งจากการถูกยิง หากแต่รอบนี้จำนวนทหารนาซีที่เธอได้สังหารมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 309 คน และจากผลงานดังกล่าวส่งผลให้เธอถูกขนานนามเป็นพลซุ่มยิงหญิงที่สังหารทหารนาซีได้จำนวนสูงสุดท่ามกลางพลซุ่มยิงของสหภาพโซเวียตด้วยจำนวน309 คน และได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลนิน (The Order of Lenin)
ผลสำเร็จจากการปฏิบัติหน้าที่หลังสงครามจบ
กองกำลังทหารนาซีเยอรมันพ่ายแพ้ในสงครามและถอนกำลังทหารออกจากสหภาพโซเวียต ภารกิจทางการปฏิบัติการรบในสงครามนับได้ว่าเป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับลุดมิลา หากแต่ภารกิจในด้านอื ่นหลังจากนี้สำหรับเธอยังคงต้องดำเนินต่อ เมื ่อลุดมิลาถูกจัดลำดับเป็นพลซุ่มยิงที่สังหารนาซีได้เป็นจำนวนมากที่สุด ส่งผลให้เธอกลายเป็นที่ยอมรับในสังคมและได้รับ
การยกย่องเป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญ ได้รับเหรียญตราสำคัญต่าง ๆ ที่สหภาพโซเวียตได้มอบให้ได้แก่เครื่องอิสริยาภรณ์เลนิน (The Order of Lenin) เหรียญ Battle Merit และได้รับเกียรติสูงสุดด้วยการที่โซเวียตยกย่องให้เป็นวีรสตรีแห ่งสหภาพโซเวียต (Hero of Soviet Union) ดังนั้นภารกิจ
ที่สำคัญที่เธอได้รับมอบหมายคือ เธอต้องเดินทางไปยังเขตทหารเมืองมอสโกและมุ ่งหน้าไปยังที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการกลางองค์กรเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต
เพื่อกล่าวปราศรัยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความโหดร้ายของสงคราม และประสบการณ์ระหว่างปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับพลซุ่มยิงอีกทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นพลซุ่มยิง ปืนไรเฟิลและปืนรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้แล้วเรื่องราวของเธอถูกตีพิมพ์เป็นหนังสืบฉบับเล็กๆ โดยสำนักพิมพ์ของผู้แทนกองทัพเรือ
แห ่งสหภาพโซเวียตในช่วงค.ศ. 1942 เขียนโดย บีเอ ลาฟเรนโยฟ (B.A. Lavrenyov)ชื่อหนังสือว่า “Lyudmila Pavlichenko”
ในช่วงวันที่ 2-5 กันยายน ค.ศ. 1942 ลุดมิลาได้เป็นคณะผู้แทนขององค์กรเยาวชน คอมมิวนิสต์และเป็นหนึ่งในสามคนของคณะผู้แทนแห่งสมาคมนักเรียนนานาชาติจาก 4 ประเทศ มหาอำนาจพันธมิตรกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพื ่อเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ตามคำบังคับบัญชาของผู้นำสตาลิน โดยเธอได้รับคัดเลือกด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจากการสังหารจำนวนทหารนาซี 309 คน ด้วยปืนสไนเปอร์รุ่น SVT-40 เธอได้เข้าเยี ่ยมชม ทำเนียบขาว (White House) ซึ่งเป็นที่พักของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้พบกับประธานาธิบดี แฟร์งคลิน ดีโรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) 36 และภรรยา เอลเลนอร์โรสเวลต์ (Eleanor
Roosevelt) 37 จากนั้นเธอต้องให้สัมภาษณ์กับเหล ่าผู้สื ่อข่าวที ่ส่งคำถามอันกวนใจเธอ หากแต่บรรยากาศที่นั่นชาวอเมริกันได้ให้การต้อนรับเธออย่างอบอุ่น ทางรัฐบาลอเมริกานำกลุ่มคณะผู้แทนแห ่งสมาคมนักเรียนนานาชาติจาก 4 ประเทศมหาอำนาจพันธมิตรรวมถึงลุดมิลาเที่ยวชมรอบเมืองอเมริกาพร้อมทั้งชักชวนให้เธอร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมการต่อต้านรัฐบาลฮิตเลอร์ (The anti-Hitler coalition) ตลอดเวลาที่ได้อาศัยอยู่ที่อเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเอลเลนอร์พัฒนา จนกลายเป็นเพื่อนสนิทซึ่งทั้งสองได้นัดพบกันอีกครั้ง ณ ประเทศอังกฤษ ช่วงเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1942 และเอลเลนอร์ได้มาเยี่ยมลุดมิลาที่สหภาพโซเวียตถึง 2 ครั้ง นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่เธอมีโอกาสเป็นตัวแทนแห่งสหภาพโซเวียตเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศดังกล ่าวแล้ว เธอยังได้มีโอกาสเยี่ยมอีกสองประเทศพันธมิตรคือ แคนาดาและอังกฤษ ซึ ่งเธอได้มีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิล (Winston
Chuill) พร้อมทั้งได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆรอบเมืองสหราชอาณาจักรอย่าง เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham) ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นต้น ช่วงที่เธอเยี่ยมชมเมืองต่างๆ เธอได้รับของที่ระลึก อันมีเกียรติจากกรมทหารราบอังกฤษหน่วยที่ 70 เป็นเหรียญตราพิเศษและประกาศนียบัตร
จากของที่ระลึกดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นหนึ ่งในพลทหารอันมีเกียรติของอังกฤษอย่างมาก
ช่วงชีวิตวัยเกษียณของพลซุ่มยิงหญิง ลุดมิลา ปาพลิเชนโก (Lyudmila Pavlichenko) เมื่อลุดมิลาเสร็จสิ้นภารกิจจากการเป็นตัวแทนทหารแห่งสหภาพโซเวียตในการเยี่ยมเยือนประเทศพันธมิตร เธอกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในอะพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ ใจกลางเมืองมอสโกกับแม่ของเธอ ช่วงระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเธอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน
ไปเยี่ยมเยือนประเทศพันธมิตรให้แม่เธอฟังแม่ของเธอให้ความสนใจเกี่ยวกับประสบการณ์ดังกล่าวอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารซึ่งทั้งสองได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับไวยากรณ์การใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องอีกทั้งสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษ
จนกระทั่งช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 เธอได้รับคำสั่งให้เข้าพบสตาลิน ณ พระราชวังเครมลินผลจากการพบสตาลินในครั้งดังกล่าว เธอได้ดำรงเป็นกองหนุนของกองบัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพแดงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 และกลายเป็นนักเรียนของ “Red Banner” ของคณะผู้บัญชาการกองพันซึ่งเป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับยุทธวิธีไวสโทล (Vystrel) กล่าวคือ การเรียนเกี่ยวกับการใช้ปืนไรเฟิลสำหรับการพัฒนากองพลทหารราบ วิชาดังกล ่าวมีการสอนอย่างเข้มข้น หากแต่เธอสำเร็จการศึกษาดังกล่าวด้วยดีและช่วงเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1944
เธอได้เป็นอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาพลซุ่มยิงที่สถาบันแห่งนั้น ในช่วงปีเดียวกันนั้นมีผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันดังกล ่าวกว่า 20,000 คน และจำนวนนักศึกษา 200 คน ได้รับรางวัลการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียตจากการสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการสังหารเหล่าทหารนาซีและ ลุดมิลาคือหนึ ่งในจำนวนดังกล ่าว โดยเธอได้รับเกียรติในการได้รับรางวัลอันยอดเยี่ยมเมื ่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1943 จากรัฐสภาของสหภาพโซเวียตสูงสุดแห่งโซเวียต (The Presidium of the USSR Supreme soviet) จากเหตุการณ์ดังกล ่าวกองทัพโซเวียตเห็นถึงศักยภาพของพลซุ่มยิง มากขึ้นส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการเรียนการสอน โดยการกระจายหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับ พลซุ่มยิงมากขึ้นและกลายเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในกองกำลังทหารโซเวียต ในช่วงเวลาต่อมาเธอตัดสินใจกลับไปเยี่ยมเมืองเซวาสโตปอลอีกครั้ง และตัดสินใจศึกษาคณะประวัติศาสตร์ ต่อ ณ มหาวิทยาลัยเคียฟจนสำเร็จการศึกษาและได้เป็นนักประวัติศาสตร์จนกระทั่งวันที่10 ตุลาคม ค.ศ. 1974 ลุดมิลาได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 58 ปีซึ ่งร ่างของเธอได้นำไปไว้ณ กรุงมอสโกในสุสาน
นาวาเดียวิชชี (Novodevichy)
ที่มา http://km-ir.arts.tu.ac.th/.../44c757b2 ... 7828a43624...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The People
6 เมษายน เวลา 11:02 น. ·
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์: เผด็จการผู้ให้กำเนิดรถ ‘โฟล์คสวาเกน’ ที่ถูกทำให้ซอฟต์ลงเพราะภาพลักษณ์ในหนัง Herbie
.
ในบ้านเราเคยมีเกมหนึ่งที่ผู้คนมักเล่นกันระหว่างออกเดินทาง เมื่อคนข้าง ๆ เห็นรถ ‘โฟล์คเต่า’ วิ่งผ่านมา คนแรกที่เห็นจะหยิกคนข้าง ๆ และชี้ให้ดูรถคันนั้น จนบางคนอาจสงสัยว่าธรรมเนียมแบบนี้มีที่มาอย่างไร
.
ในต่างประเทศก็มีเกมคล้ายกัน โดยเด็ก ๆ มักเล่นกันแก้เบื่อระหว่างรถติด หรือเดินทางไกล แต่ใครเห็น ‘รถเต่า’ คนแรก เขาจะไม่หยิกคนข้าง ๆ แต่ใช้การชกเบา ๆ ที่แขนหรือหัวไหล่ โดยเรียกว่าเกม Slug Bug หรือ Punch Buggy ตามวิธีและชื่อเล่นของรถรุ่นดังกล่าว
.
ที่มาของเกมฮา ๆ แบบนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าน่าจะมาจากหน้าตาของ ‘โฟล์คเต่า’ ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นที่สะดุดตายามแล่นมาบนท้องถนน และกลายเป็นรถขวัญใจมหาชนที่หลายคนอยากชวนให้คนข้าง ๆ ดู
.
แม้ต้นกำเนิดของเกมจะยังเป็นปริศนา แต่ที่มาของรถเต่ารูปทรงเตะตา ทุกคนล้วนทราบกันดีว่ามาจากวิสัยทัศน์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำจอมเผด็จการของรัฐบาลนาซีเยอรมัน
.
#จุดเริ่มต้น
.
ฟังแล้วอาจดูย้อนแย้ง เพราะอดีตจอมวายร้ายหมายเลขหนึ่งของโลก และอาชญากรสงครามผู้สังหารคนล้มตายไปหลายสิบล้านคน ไม่น่าจะเป็นคนก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ที่มีคนคลั่งไคล้ และครั้งหนึ่งยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้รักสันติภาพ
.
แต่นั่นคือเรื่องจริงที่เริ่มขึ้นมาพร้อมกับเรื่องราวอันเป็นตำนานของจอมเผด็จการนาซีเยอรมัน
.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1933
.
หลังจากเถลิงอำนาจได้ไม่กี่สัปดาห์ในเดือนถัดมา เขาประกาศที่งานมอเตอร์โชว์ในกรุงเบอร์ลินว่า จักรวรรดิที่ 3 (the Third Reich) ภายใต้การนำของเขา ประชาชนจะต้องมีรถยนต์ใช้ และเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายที่ทำให้เกิดโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) หรือแปลเป็นไทยว่า ‘รถของประชาชน’ (the people’s car)
.
ในสมัยนั้นมีชาวเยอรมันไม่กี่คนที่สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ เพราะเป็นยานพาหนะราคาแพง และเศรษฐกิจของเยอรมนียังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ดังนั้น การประกาศสร้าง ‘รถของประชาชน’ ขึ้นมา นอกจากจะเป็นนโยบายหาเสียงที่ดีแล้ว ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย
.
#แรงบันดาลใจ
.
ฮิตเลอร์ได้แรงบันดาลใจนี้มาจาก เฮนรี ฟอร์ด นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ ฟอร์ด (Ford) และได้รับการยกย่องให้เป็นนักประดิษฐ์ผู้คิดค้นเทคนิคการผลิตรถยนต์พร้อมกันจำนวนมาก (mass production) ในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรม
.
“ผมมอง เฮนรี ฟอร์ด ในฐานะผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ฮิตเลอร์ ยอมรับเรื่องนี้กับ ดีทรอยต์ นิวส์ สื่อของสหรัฐฯ เมื่อปี 1931 ระหว่างที่เขายังเป็นเพียงนักการเมืองดาวรุ่งของเยอรมนี
.
ความคลั่งไคล้ในตัว เฮนรี ฟอร์ด แสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง โดยฮิตเลอร์มีรูปของผู้ผลิตรถยนต์ชาวอเมริกันขนาดเท่าตัวจริงแขวนไว้ข้างโต๊ะทำงาน และยังบอกว่าเป็นแฟนตัวยงที่ตามอ่านงานเขียน ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านชาวยิวของฟอร์ดเป็นประจำอีกด้วย
.
ฟอร์ดซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ เดอะ เดียร์บอร์น อินดิเพนเดนต์ (The Dearborn Independent) ในบ้านเกิดที่รัฐมิชิแกน ของสหรัฐฯ เมื่อปี 1918 และเขียนบทความต่อต้านชาวยิวลงตีพิมพ์เป็นประจำ นอกจากนี้ เขายังรวบรวมผลงานของตนเองแจกจ่ายไปตามดีลเลอร์รถฟอร์ดทั่วประเทศ
.
แม้ต่อมา ฟอร์ดจะปฏิเสธงานเขียนต่อต้านชาวยิวของตนเอง แต่อิทธิพลของเขาต่อพรรคนาซีเยอรมัน ยังคงไม่หายไปไหน โดยในเดือนกรกฎาคมปี 1938 หรือ 4 เดือนหลังกองทัพเยอรมันบุกยึดครองโปแลนด์ ฟอร์ดได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์ ‘กางเขนอินทรีเยอรมันอันยิ่งใหญ่’ (Grand Cross of German Eagle) ซึ่งเป็นเหรียญเชิดชูเกียรติชาวต่างชาติขั้นสูงสุดของรัฐบาลฮิตเลอร์
.
หนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ รายงานว่า ฟอร์ด และเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) มีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงการประกาศสงครามกับเยอรมนีในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากบริษัทรถยนต์อเมริกันทั้งสองเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานอยู่ที่นั่น
.
รายงานยังระบุด้วยว่า โรงงานของทั้งสองบริษัทถูกใช้เป็นสถานที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ป้อนกองทัพเยอรมัน และบังคับเชลยศึกมาเป็นแรงงานทาส แม้บริษัทแม่ในอเมริกาจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ เพราะอยู่ในภาวะสงครามก็ตาม
.
#นักออกแบบ
.
จากความใฝ่ฝันของฮิตเลอร์ ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในปี 1934 ท่านผู้นำ (Führer) แห่งจักรวรรดิที่ 3 ของเยอรมัน ได้ติดต่อ เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ นักออกแบบรถยนต์ชาวออสเตรีย และผู้ก่อตั้งแบรนด์รถสปอร์ตหรูยี่ห้อ ปอร์เช่ (Porsche) ให้มารับงานดีไซน์ ‘รถของประชาชน’
.
ฮิตเลอร์ตั้งโจทย์ให้ปอร์เช่ โดยระบุว่า รถโฟล์ค รุ่นแรก (Type 1) ต้องเป็นรถขนาดเล็ก ราคาประหยัด สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ทั้งครอบครัวพร้อมกัน 5 คน (ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 3) และทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม. เพื่อให้วิ่งได้บนทางด่วนพิเศษ หรือ ‘ออโตบาห์น’ ซึ่งรัฐบาลนาซีต้องการขยายเส้นทางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
.
นอกจากนี้ ฮิตเลอร์ยังอยากให้รถในฝันของเขามีรูปทรงลู่ลมเพื่อประหยัดน้ำมัน และใช้เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และกำหนดราคาไว้ไม่ให้แพงกว่ามอเตอร์ไซค์ พร้อมประกาศโครงการรับฝากเงินรายเดือนให้ประชาชนทยอยออมเงินไว้ซื้อรถคันนี้ที่ราคา 990 ไรซ์มาร์ค (สกุลเงินขณะนั้น) หรือเท่ากับค่าแรงเฉลี่ยของชาวเยอรมันในปี 1936 รวมกัน 31 สัปดาห์
.
รายงานระบุว่า มีชาวเยอรมันสมัครเข้าร่วมโครงการออมเงินซื้อรถของฮิตเลอร์ราว 336,000 คน โดยฮิตเลอร์ซึ่งไม่มีใบขับขี่ เป็นผู้อนุมัติแบบรถโฟล์คเต่ารุ่นแรก ที่เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ นำมาให้ดูด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1935 ก่อนจะเริ่มสร้างโรงงานผลิตขึ้นที่เมืองโวล์ฟบวร์ก (Wolfsburg) ในอีกไม่ถึง 2 ปีต่อมา
.
โรงงานโฟล์คสวาเกนแห่งแรกมีแผนสร้างเสร็จ และเริ่มเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังภายในเดือนกันยายนปี 1939 แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มปะทุขึ้นเสียก่อน ทำให้รถล็อตแรกที่ผลิตออกมาถูกนำไปใช้งานทางการทหาร และยังไม่มีประชาชนคนใดได้สัมผัสรถในฝันของฮิตเลอร์
.
#เกิดใหม่หลังสงคราม
.
ปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนี และฮิตเลอร์ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โรงงานโฟล์คสวาเกนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดโจมตี และเกือบถูกรื้อถอนทิ้งไป แต่พันตรี อิวาน เฮิร์สต นายทหารกองทัพอังกฤษ มองเห็นศักยภาพในการผลิตรถยนต์ จึงเกลี้ยกล่อมให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเก็บโรงงานแห่งนี้ไว้
.
อังกฤษสั่งให้โรงงานโฟล์คสวาเกนผลิตรถยนต์ป้อนกองทัพของตนจำนวน 20,000 คัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของค่าปฏิกรรมสงคราม ก่อนจะตั้งชื่อรถเต่ารุ่นแรกที่ออกแบบโดย ปอร์เช่ คันนี้ว่า ‘บีเทิล’ (Beetle) เพื่อลบภาพลักษณ์รถยนต์นาซี และส่งมอบโรงงานคืนให้กับรัฐบาลเยอรมันในปี 1949
.
จากนั้น ‘บีเทิล’ หรือรถโฟล์คเต่าได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการพลิกฟื้นแผ่นดินเยอรมันให้กลับมาเฟื่องฟูหลังสงคราม และเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก มียอดขายทั้งหมดกว่า 21.5 ล้านคัน นับถึงวันที่ผลิตล็อตสุดท้ายออกมาในปี 2003 ทำลายสถิติเดิมของรถฟอร์ด โมเดล ที ซึ่งเป็นรถรุ่นที่เคยขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์โลก (15 ล้านคัน)
.
#การตลาดดีเด่น
.
สาเหตุที่ทำให้โฟล์คเต่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นอกจากดีไซน์ และราคาของมันแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากความสำเร็จของแคมเปญโฆษณา ‘Think Small’ ในปี 1959 ของ Doyle Dane Bernbach (DDB) เอเจนซีโฆษณาในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ผู้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ให้รถเต่า ด้วยการชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครในอเมริกา
.
โฆษณาของ DDB เน้นฉายภาพความเป็นรถขนาดเล็กที่ดูแลรักษาง่ายไม่ต้องคิดมาก (Think small) แถมยังประหยัดทั้งน้ำมันและค่าบำรุงรักษา โดยเฉพาะการใช้เครื่องยนต์ที่ไม่มีหม้อน้ำ ทำให้ต้นทุนต่ำและหมดปัญหาหม้อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว โดยโฆษณาดังกล่าวยังออกแบบมาอย่างเรียบง่าย และแตกต่างจากโฆษณาทั่วไปในยุคนั้น ทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าผู้มีการศึกษาและอายุน้อยได้มากขึ้น
.
นอกจากนี้ ภาพยนตร์จากค่ายดิสนีย์ในฮอลลีวูด ยังช่วยทำให้โฟล์คสวาเกน กลายเป็นรถขายดียิ่งขึ้น โดยดิสนีย์สร้างหนังที่ทำให้รถโฟล์คเต่ามีชีวิต และตั้งชื่อว่า Herbie ก่อนลงโรงฉายสู่สายตาชาวโลกรวม 6 ภาค เริ่มภาคแรกตั้งแต่ปี 1968
.
ความสำเร็จด้านการตลาดของรถเต่า ยังช่วยส่งเสริมแบรนด์โฟล์คสวาเกน รุ่นที่ 2 (Type 2) ซึ่งเป็นรถตู้แบบอเนกประสงค์ที่สามารถดัดแปลงเป็นรถบ้านสำหรับใช้พักค้างแรมยามเดินทางไกลให้ขายดีมากขึ้น
.
ช่วงทศวรรษ 1960s ในอเมริกา รถโฟล์คตู้กลายเป็นไอคอนของวัฒนธรรมสวนกระแส (counterculture) ในฐานะยานพาหนะยอดนิยมของเหล่าฮิปปี้ และนักศึกษาผู้โหยหาความรักและสันติภาพ
.
แม้ปัจจุบันโลกยานยนต์จะมีวิวัฒนาการก้าวหน้าไปเพียงใด ภาพของรถเต่าและรถโฟล์คตู้รุ่นแรก ยังคงมีความโดดเด่นเตะตา และเป็นที่หมายปองของนักสะสมและผู้นิยมรถวินเทจทั่วโลก
.
ถึงแม้ผู้ให้กำเนิดโฟล์คสวาเกนอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะเป็นคนโหดร้าย และมีประวัติชั่วช้าเพียงใด แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา ทั้งยอดขาย ความนิยม และวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่รถยี่ห้อนี้สร้างขึ้นมา ล้วนเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า โฟล์คสวาเกน ทำหน้าที่เป็น ‘รถของประชาชน’ ได้สมกับชื่อของมันแล้วอย่างแท้จริง
.
อ่านเรื่องราวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์: เผด็จการผู้ให้กำเนิดรถ ‘โฟล์คสวาเกน’ ที่ถูกทำให้ซอฟต์ลงเพราะภาพลักษณ์ในหนัง Herbie ในรูปแบบเว็บไซต์ได้ที่ https://thepeople.co/volkswagen-hitler/
.
ข้อมูลอ้างอิง:
https://www.dw.com/.../hitler-and-his.../a-43942998
https://www.bbc.com/news/business-34358783
https://www.bbc.com/.../20130830-the-na ... we-came-to...
https://www.washingtonpost.com/.../nov98/nazicars30.htm
https://www.smithsonianmag.com/.../how-volkswagen-bus.../
https://www.fastcompany.com/1512941/history-volkswagen
https://newsroom.vw.com/.../what-do-you ... he-game-of.../
.
เรื่อง: ภานุวัตร เอื้ออุดมชัยสกุล
.
#ThePeople #History #Volkswagen
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

“ประจันตคีรีเขตร” เมืองคู่แฝดของ “ประจวบคีรีขันธ์” เหลืออยู่แต่เพียงชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเมืองใหม่ให้ ๒ เมืองที่อยู่ในเส้นรุ้งเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งอ่าวไทยให้เป็นเมืองคู่กัน คือ “เมืองนางรมย์” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกกับ “เกาะกง” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก ให้มีชื่อคล้องจองกัน โดยมีประกาศ เมื่อวันอังคารที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๙๘
เมื่อฝรั่งเศสยึดญวนและเขมรได้แล้ว ก็พยายามรุกเข้าลาวซึ่งอยู่ในความปกครองของไทย และพยายามบีบไทยทุกวิถีทาง โดยถือว่ามีอาวุธที่เหนือกว่า เมื่อเกิดกบฏฮ่อขึ้นในแคว้นสิบสองจุไทย และไทยกำลังจะยกกำลังไปปราบ ฝรั่งเศสก็ชิงส่งทหารเข้าไปปราบเสียก่อน อ้างว่าเพื่อช่วยไทย แต่เมื่อปราบฮ่อได้แล้วฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารออก ถือโอกาสยึดครอง เพราะมีเป้าหมายจะยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด
ในที่สุดวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยจะต้องจดจำก็คือ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๓๖ ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ฝรั่งเศสส่งเรือรบ ๒ ลำฝ่าแนวยิงของป้อมพระจุลฯ เข้ามาจอดหน้ากงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ และยังเรียกเรือรบจากฐานทัพไซ่ง่อนอีก ๑๐ ลำมาร่วมปิดอ่าวไทย ต่อมาได้ส่งทหารขึ้นยึดเกาะสีชังเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม จนการค้าขายต้องหยุดชะงักหมด ยื่นเงื่อนไขให้ไทยถอนทหารออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดภายใน ๑ เดือน ให้วางเงินทันที ๓ ล้านฟรังก์ ยื่นข้อเรียกร้องให้ไทยตอบภายใน ๔๘ ชั่วโมง
รัฐบาลสยามรู้ดีว่าข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พยายามต่อรองบ่ายเบี่ยงแต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องยอมลงนามในสัญญาข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสในวันที่ ๓ ตุลาคม
ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายออกสำรวจปักปันเขตแดนนั้น ฝรั่งเศสขอยึดเมืองจันทบุรีไว้ก่อน เพื่อให้ไทยปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้เพราะฝรั่งเศสเห็นว่าจันทบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไทยก็ต้องยอมอีก
ฝรั่งเศสยึดจันทบุรีตั้งแต่ปี ๒๔๓๖ แต่เมื่อปักปันเขตแดนเสร็จสิ้น ฝรั่งเศสกลับหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลา และบีบคั้นให้ไทยเซ็นสัญญาอีกฉบับ ยอมยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่เมืองหลวงพระบางฝั่งขวาและเมืองจำปาศักดิ์ โดยฝรั่งเศสจะยอมผ่อนคลายสิทธิ์สภาพนอกอาณาเขตให้ การผ่อนคลายนี้หมายถึงยกให้แก่คนเอเชียในบังคับของฝรั่งเศส แต่ยังไม่ยอมยกเลิกแก่คนฝรั่งเศส
ไทยก็ต้องยอมอยู่ดี เซ็นสัญญาตามที่ฝรั่งเศสเรียกร้องนี้เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๖ เพื่อแลกกับจันทบุรีกลับคืน
แต่แล้วชั้นเชิงแบบหมาป่าก็ยังไม่สิ้น เพื่อเป็นหลักประกันให้ไทยปฏิบัติตามสัญญานี้ ฝรั่งเศสขอยึดจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลายตั้งแต่แหลมสิงห์ในอำเภอแหลมงอบ รวมทั้งเกาะกงซึ่งขณะนั้นเป็นจังหวัดประจันตคีรีเขตของไทย ให้อยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส และต้องรอให้ทั้งสองฝ่ายทำการสำรวจเส้นพรมแดนตามสัญญานี้ให้ฝรั่งเศสเสร็จเสียก่อน ฝรั่งเศสจึงจะยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี
ไทยเราก็ต้องยอมเช่นเคย การสำรวจเสร็จสิ้นลงในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจากจันทบุรีในวันที่ ๑๒ มกราคมต่อมา
ความกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ดินแดนไทยของฝรั่งเศสยังไม่จบ มีจิตรกรฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อ อองรี อูโมต์ ได้เขียนรูปนครวัดนครธมไปเผยแพร่ ฝรั่งเศสเห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์เลยอยากได้ไว้เป็นสมบัติของตัว รวมทั้งอยากได้ทะเลสาบเสียมราฐอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ จึงเสนอแลกตราดกับเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณซึ่งเป็นมณฑลบูรพาของไทย ไทยอยากได้ตราดซึ่งมีคนไทยอยู่คืนมาจึงยอมอีก
ในสัญญาฉบับใหม่ที่ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ไทยต้องยกมณฑลบูรพา อันประกอบด้วย พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับ อำเภอด่านซ้ายของจังหวัดเลย รวมทั้งจังหวัดตราด ตั้งแต่แหลมสิงไปจนถึงเกาะกูด แต่ไม่ยอมคืนจังหวัดประจันตคีรีเขตด้วย
เป็นอันว่า จังหวัดประจันตคีรีเขตร หรือ เกาะกง จึงต้องหลุดไปอยู่กับฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นส่วนหนึ่งของเขมรในขณะนี้ ตอนนั้นมีคนไทยที่ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส ได้สละบ้านช่องย้ายมาอยู่เกาะกูดและจันทบุรีเป็นจำนวนมาก คนเขมรจากเมืองต่าง ๆ จึงย้ายเข้ามาแทนที่ ปัจจุบันในเกาะกง ปรากฏว่ามีชาวไทย เพียงร้อยละ ๒๕ เท่านั้น
ชาวไทยในเกาะกง จะมีสำเนียงแบบเดียวกับที่จังหวัดตราด แต่เดิมเกาะกงในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้มีการออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ ๒๕ เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น ๕๐ เรียล แม้ชาวไทยเกาะกงจะถูกจำกัดสิทธิ์ทางภาษา วัฒนธรรม และประเพณีแต่ก็มีคนเฒ่าคนแก่ที่ยังรักษาประเพณี และเอกลักษณ์ การใช้ภาษาไทย
“ประจันตคีรีเขตร” เมืองคู่แฝดของ “ประจวบคีรีขันธ์” เหลืออยู่แต่เพียงชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น
สำหรับคนที่อยากอ่าน วิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เพิ่มเติม อ่านได้ที่นี่เลย ไม่ได้เขียนลงโพสต์นี้เพราะมันจะยาวไป https://www.facebook.com/.../a.17211... ... 906430892/...
ที่มา https://bit.ly/2AfQIsI
cr.โบราณนานมา
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 396215542/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เรื่องน่ารู้กับครูนกฮูก รู้จักกับเสื้อลายดอกหรือเสื้อฮาวาย เสื้อฮาวายมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ในช่วงปี 1930 แต่เป็นปี 1935 ที่เสื้อฮาวายเริ่มมีการผลิตและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจาก Mr. Kiochiro Miyamoto เจ้าของห้องเสื้อ Musa-Shiya the Shirtmaker เริ่มตัดเย็บเสื้อฮาวายในแบบ tailor made เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวบนเกาะฮาวาย โดยได้พิมพ์ลายและตัดเย็บด้วยผ้ากิโมโนสีสันสดใสตามแบบฉบับของญี่ปุ่น แต่มีคัตติ้งที่สวมใส่สบายแบบชาวตะวันตก กระนั้นความต้องการของตลาดก็มีไม่เพียงพอ จนกระทั่งในปี 1936 นักธุรกิจนาม Ellery Chun ได้ร่วมกับบริษัท King-Smith Clothiers จดทะเบียนการค้าเสื้อฮาวาย ภายใต้ชื่อ Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ และถึงแม้ว่าจะมีผู้จำหน่ายรายย่อยอื่นๆ ในตลาด แต่เสื้อฮาวายภายใต้แบรนด์ยี่ห้อ Aloha Shirt ถือได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่และขายดีที่สุดในยุคนั้น
ในขณะที่เวลาผ่านไป เสื้อฮาวายก็ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและวัตถุดิบตามยุคตามสมัย จากผ้ากิโมโนสู่ผ้าไหมไปจนถึงผ้าเรยอน จากกระดุมเงินสู่กระดุมเปลือกมะพร้าวมาจนถึงกระดุมหอยมุกในปัจจุบัน
เสื้อฮาวายได้รับความนิยมที่เกาะฮาวายมากจนถึงขนาดในปี 1947 มีการประกาศให้ทุกวันศุกร์เป็นวันรณรงค์ใส่เสื้อฮาวาย หรือที่เรียกกันว่า Aloha Friday เสื้อฮาวายได้ขยายความนิยมเข้าสู่อเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1953 เมื่อ Montgomery Clift ปรากฏตัวพร้อมเสื้อฮาวายในภาพยนตร์เรื่อง From Here To Eternity แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับในปี 1961 ที่ Elvis Presley ปรากฏตัวพร้อมกับเสื้อฮาวายและอูคูเลเล่คู่ใจในภาพยตร์เรื่อง Blue Hawaii หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น Frank Sinatra, Bing Crosby หรือแม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีอย่าง Dwight D. Eisenhower และ Harry S. Truman ก็ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อฮาวายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ในช่วงปี 1960 นอกเหนือจาก Elvis Presley ใน Blue Hawaii แล้ว เสื้อฮาวายก็ยังไปปรากฏอยู่ตามสื่ออื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์อย่าง Hawaii Five-O, วง The Beach Boys ลามไปถึงช่วงช่วงปี 70 จากซีรีส์ Magnum หรือแม้กระทั่งกลุ่มชาวฮิปปี้บางส่วนที่เลือกที่จะสวมใส่เสื้อฮาวาย
ต่อมาร้าน Watumull's East India Store จึงได้ทำการว่างจ้างดีไซเนอร์นาม Elsie Das ให้ออกแบบลวดลายบนผ้าไหมเพื่อผลิตเสื้อฮาวายกว่า 15 แบบ และทำการจัดจำหน่ายในวงกว้าง ซึ่งในภายหลังนั้นก็ได้มีร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายรายอื่นๆ ทยอยผลิตเสื้อฮาวายออกตามมา
แล้วทำไม เสื้อฮาวายถึงกลายเป็นเสื้อที่เราใส่ในช่วงสงกรานต์ หลังจากที่ได้รับความนิยมในบ้านตัวเองอย่างมาก เสื้อฮาวายก็แผ่อิทธิพลไปในหลายประเทศในฐานะ ‘ของฝาก’ จากฮาวาย คือดังมากจนใครไปเยือนฮาวายก็ต้องซื้อเสื้อฮาวายติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝากให้ได้ และด้วยเนื้อผ้าที่สวมใส่สบายบวกกับลวดลายสีสันมีความสดใส เสื้อฮาวายจึงเป็นที่นิยมมากในเมืองร้อน และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย พอถึงช่วงที่ร้อนที่สุดของปีในเดือนเมษายนอย่างเทศกาลสงกรานต์ คนไทยจึงนิยมใส่เสื้อสงกรานต์ลายดอกหรือเสื้อฮาวายกันมากขึ้น พอคนไทยนำมาใส่และเกิดความนิยม ธุรกิจเสื้อผ้าก็ต้องตอบรับความต้องการด้วยการผลิตออกมาวางขายกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งถือว่าเป็นค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลไกการตลาดอีกอย่างหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก ไขข้อข้องใจต่ออีกสักนิดว่า ก่อนหน้าที่คนไทยจะรู้จักเสื้อฮาวาย เราแต่งตัวกันยังไงเมื่อเทศกาลสงกรานต์มาถึง ? คำถามนี้เคยมีคอลัมนิสต์ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเคยอธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เดิมทีเสื้อลายดอกไม่ได้มีในวัฒนธรรมไทย สงกรานต์โดยแท้จริง ในอดีตของคนไทยสามัญชนธรรมดาแต่งตัวตามมีตามเกิด หรือแต่งแบบที่คิดว่างามในยุคนั้น
ถึงตรงนี้ก็อาจจะสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า การใส่เสื้อลายดอกหรือเสื้อฮาวาย ที่เราเรียกกันจนคุ้นชินว่าเสื้อสงกรานต์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของคนไทยนั้น เป็นเพียงแค่ ‘แฟชั่น’ หรือการแต่งตัวตามสมัยนิยมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มากกว่าที่จะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจมาตลอด
ข้อมูลจาก https://www.thairath.co.th/women/style/693056 และ https://gqsize.com/blogs/guide-book/songkran-t-shirt
รูปภาพจาก https://portal.weloveshopping.com/product/L91516035
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Histofun Deluxe

🇻🇳 สงครามเวียดนาม | ฉบับรวบรัด
-----
* เนื้อหาในบทความนี้ จะนำเสนอในรูปแบบของไทม์ไลน์เวลา ดังนั้นในบางเหตุการณ์ที่มีความละเอียดซับซ้อน อาจจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์นี้
• 1887
เวียดนามตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ร่วมกับกัมพูชาและลาว
-----
• 1923-1925
โฮจิมินห์นักปฏิวัติชาตินิยมชาวเวียดนามได้รับการฝึกฝนในสหภาพโซเวียตในฐานะตัวแทนขององค์การคอมมิวนิสต์สากล (Comitern)
-----
• 1930
โฮจิมินห์ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดจีนในฮ่องกง
-----
• 1940
ฝรั่งเศสถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมนี
-----
• 1940
กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองเวียดนามและอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส
-----
• พฤษภาคม 1941
โฮจิมินห์ก่อตั้งสันนิบาตเพื่อเอกราชแห่งเวียดนามหรือเวียดมินห์ (Vietminh) เพื่อต่อต้านการยึดครองเวียดนามของฝรั่งเศสและญี่ปุ่น
-----
• สิงหาคม 1945
ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โฮจิมินห์และเวียดมินห์ได้ก่อการปฏิวัติเดือนสิงหาคม (August Revolution) เพื่อปลดแอกและประกาศเอกราชจากการเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศส
-----
• 2 กันยายน 1945
โฮจิมินห์สถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (Democratic Republic of Vietnam) โดยมีโฮจิมินห์เป็นประธานาธิบดีคนแรก
เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมของเวียดนาม ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพเพื่อที่จะเข้ายึดครองเวียดนามอีกครั้ง นำไปสู่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 (First Indochina War) ที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม 1946
-----
• มิถุนายน 1949
ฝรั่งเศสสถาปนารัฐเวียดนาม (State of Vietnam) เพื่อให้เป็นรัฐหุ่นเชิดของฝรั่งเศสในเวียดนาม
โดยฝรั่งเศสได้แต่งตั้งให้บ๋าวดั่ย (Bao Dai) อดีตจักรพรรดิของเวียดนามที่ได้สละราชสมบัติไปในปี 1945 ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของรัฐ และมี โงดิ่ญเสี่ยม (Ngo Dinh Diem) เป็นนายกรัฐมนตรี
-----
• มีนาคม 1954
ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับกองกำลังของเวียดมินห์ในการรบที่เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) เหตุการณ์ในครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน
-----
• เมษายน 1954
ประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ของสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) เป็นครั้งแรก
ทฤษฎีโดมิโนเป็นทฤษฎีที่กล่าวว่าถ้าเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ชาติอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด เปรียบเสมือนเป็นโดมิโนที่ล้มลงมาเป็นทอด ๆ
-----
• กรกฎาคม 1954
มีการจัดการประชุมเจนีวา (Geneva Accords) ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อยุติสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1
โดยผลของการประชุมได้มีมติให้เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ
แต่สำหรับเวียดนามจะต้องถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นขนานที่ 17 (17 Parallel) เป็นเส้นแบ่งเขตแดน
โดยเวียดนามเหนือ (North Vietnam) อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามของโฮจิมินห์ ซึ่งมีชาติคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตและจีนให้การสนับสนุน
ในขณะที่เวียดนามใต้ (South Vietnam) จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐเวียดนาม ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน
โดยเวียดนามทั้ง 2 ส่วน จะต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อรวมชาติกันอีกครั้งภายในระยะเวลา 2 ปี
-----
• ตุลาคม 1955
โงดิ่ญเสี่ยมนายกรัฐมนตรีของเวียดนามใต้ ได้ทำการล้มล้างอำนาจของบ๋าวดั่ย และสถาปนาสาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam) โดยที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี
โงดิ่ญเสี่ยมปฏิเสธที่จะให้มีการจัดการเลือกตั้งในเวียดนาม เนื่องจากโงดิ่ญเสี่ยมเกรงว่าฝ่ายของโฮจิมินห์จะเป็นฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง และเวียดนามทั้งหมดจะต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เวียดนามถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างถาวร
-----
• 1959
เวียดนามเหนือเริ่มสร้างเส้นทางในการบุกโจมตีเวียดนามใต้ผ่านทางพรมแดนของลาวและกัมพูชา เส้นทางนี้รู้จักกันในชื่อ เส้นทางโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Trail)
-----
• ธันวาคม 1960
เวียดนามเหนือก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ (National Liberation Front) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เวียดกง (Vietcong) เพื่อทำการแทรกซึมและทำสงครามแบบกองโจรภายในเวียดนามใต้
-----
• พฤษภาคม 1961
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ของสหรัฐอเมริกาได้ส่งเฮลิคอปเตอร์และหน่วยรบกรีนเบเร่ต์ (Green Berets) จำนวนราว 400 นาย เดินทางไปยังเวียดนามใต้เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการปราบปรามเวียดกง
-----
• มกราคม 1962
กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาทำปฏิบัติการ Ranch Hand โดยการใช้อาวุธชีวภาพที่เรียกว่า Agent Orange หรือฝนเหลือง ในการโจมตีพื้นที่ในแถบชนบทของเวียดนามใต้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกบดานของเวียดกง
-----
• พฤษภาคม 1963
เกิดวิกฤตพระพุทธศาสนา (Buddhist Crisis) ในเวียดนามใต้ อันเป็นผลพวงจากนโยบายของโงดิ่ญเสี่ยมที่มีแนวคิดต่อต้านพระพุทธศาสนา (โงดิ่ญเสี่ยมนับถือศาสนาคริสต์คาทอลิก) มีการปราบปรามการชุมนุมประท้วงของชาวพุทธในเวียดนามใต้
-----
• 11 มิถุนายน 1963
ทิกกว๋างดึ๊ก (Thich Quang Duc) พระภิกษุชาวเวียดนามใต้ได้ทำการเผาตัวเองจนมรณภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงต่อต้านโงดิ่ญเสี่ยม
-----
• 2 พฤศจิกายน 1963
รัฐบาลของโงดิ่ญเสี่ยมถูกรัฐประหาร (เชื่อกันว่าได้รับการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา) โงดิ่ญเสี่ยมพร้อมกับพี่ชายโงดิ่ญญู (Ngo Dinh Nhu) ถูกสังหาร
หลังจากนั้นในช่วงปี 1963 จนถึง 1965 เวียดนามใต้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารที่พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและเกิดรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง
-----
• 22 พฤศจิกายน 1963
จอห์น เอฟ. เคนเนดี ถูกลอบสังหาร ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
-----
• 2 และ 4 สิงหาคม 1964
เรือรบของเวียดนามเหนือโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ 2 ลำ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในอ่าวตังเกี๋ย เหตุการณ์นี้รู้จักกันในชื่อวิกฤตการณ์อ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin Incident)
-----
• 7 สิงหาคม 1964
สภาคองเกรสสหรัฐผ่านมติ Gulf of Tonkin Resolution ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถส่งทหารไปยังเวียดนามได้ โดยที่ไม่ต้องประกาศสงครามก่อน
-----
•2 มีนาคม 1965
ประธานาธิบดีจอห์นสันออกคำสั่งปฏิบัติการณ์ Rolling Thunder เพื่อทิ้งระเบิดโจมตีในเวียดนามเหนือและเส้นทางโฮจิมินห์
-----
8 มีนาคม 1965
ทหารสหรัฐอเมริกาจำนวน 3,500 นาย ได้เดินทางมาถึงเมืองดานัง นับเป็นทหารสหรัฐอเมริกากองแรกที่เดินทางมาถึงเวียดนาม
-----
• 12 ถึง 14 พฤศจิกายน 1965
ทหารสหรัฐฯ มากกว่า 300 นาย เสียชีวิตจากการรบในหุบเขาลา ดรัง (La Drang Valley) ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างชัยชนะในการรบครั้งนี้
-----
• 1966
ทหารสหรัฐฯ ประจำการในเวียดนามมากกว่า 400,000 นาย
-----
• มิถุนายน 1966
สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศในเมืองไฮฟองและกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามเหนือ
-----
• 1967
จำนวนของทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 นาย
-----
• เมษายน 1967
ชาวอเมริกันชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม ในกรุงวอชิงตัน ดีซี , นิวยอร์ก และซานฟรานซิสโก
-----
• 30 มกราคม 1968
กองทัพเวียดนามเหนือและเวียดกงออกปฏิบัติการณ์รุกเวียดนามใต้คร้้งใหญ่ รู้จักกันในชื่อ การรุกวันตรุษญวน (Tet Offensive) โดยการโจมตีเมืองต่าง ๆ มากกว่า 100 เมืองทั่วทั้งเวียดนามใต้
-----
• กุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 1968
ทหารสหรัฐฯ และเวียดนามใต้ เอาชนะเวียดกงได้ในการรบที่กรุงไซ่ง่อนและเมืองเว้
-----
• 16 มีนาคม 1968
โศกนาฏกรรมที่หมู่บ้านหมีลาย (My Lai Massacre) ทหารสหรัฐฯ ได้สังหารชาวบ้านที่ต้องสงสัยว่าเป็นเวียดกงมากกว่า 500 คน (เชื่อกันว่าชาวบ้านเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์) เหตุการณ์นี้ได้สร้างกระแสต่อต้านสงครามเวียดนามในชาวอเมริกันมากยิ่งขึ้น
-----
• ธันวาคม 1968
จำนวนของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามเพิ่มจำนวนเป็น 540,000 คน
-----
• กรกฎาคม 1969
ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นออกคำสั่งถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากเวียดนาม
-----
• 2 กันยายน 1969
โฮจิมินห์ถึงแก่กรรมในวัย 79 ปี
-----
• 30 เมษายน 1970
ประธานาธิบดีนิกสันประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ จะโจมตีฐานที่มั่นของเวียดกงในกัมพูชา ข่าวนี้ได้ทำให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
-----
• 4 พฤษภาคม 1970
เกิดเหตุนักศึกษาจำนวน 4 คน ของมหาวิทยาลัย Kent State University ถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามยิงจนเสียชีวิต กระแสต่อต้านสงครามเวียดนามทวีมากยิ่งขึ้น
-----
• มีนาคมถึงตุลาคม 1972
กองทัพเวียดนามเหนือทำการส่งกองทัพใหญ่บุกข้ามเส้นขนานที่ 17 เพื่อบุกเวียดนามใต้ (การรุกเทศกาลอีสเตอร์ Easter Offensive)
-----
• 27 มกราคม 1973
เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกรุงปารีส (Paris Peace Accord) เพื่อเจรจาหยุดยิงในสงคราม และสหรัฐอเมริกาจะถอนตัวจากสงคราม
-----
• 29 มีนาคม 1973
ทหารสหรัฐฯ กองสุดท้ายถอนตัวออกจากเวียดนาม
-----
• มีนาคม 1975
เวียดนามเหนือและเวียดกงทำการรุกเวียดนามใต้ครั้งใหญ่ เพื่อยึดครองเวียดนามใต้
-----
• 30 เมษายน 1975
เวียดนามเหนือยึดครองกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้สำเร็จ สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง
-----
• 2 กรกฎาคม 1976
เวียดนามทั้ง 2 ส่วน รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ในชื่อสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republics of Vietnam) หรือประเทศเวียดนามในปัจจุบัน
-----
*** Reference
- https://www.history.com/.../vietnam-war ... r-timeline
- https://www.thoughtco.com/vietnam-war-timeline-1779963
- https://www.ducksters.com/history/cold_ ... am_war.php
- https://www.britannica.com/list/vietnam-war-timeline
#HistofunDeluxe
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 439533171/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Histofun Deluxe

🇺🇸 อลาสก้ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร?
-----
ถ้าหากนึกถึงรัฐที่เรียกได้ว่ามีความมั่งคั่งและร่ำรวยมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา ชื่อของรัฐอลาสก้า (Alaska) ก็น่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบอย่างแน่นอน
ด้วยทรัพยากรอันมากมายมหาศาลในอลาสก้า ก็ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาช้านาน
หลาย ๆ คน อาจจะเคยรู้มาก่อนว่าในอดีตอลาสก้าเคยเป็นดินแดนของรัสเซียมาก่อน จนกระทั่งรัสเซียได้ขายดินแดนนี้ให้กับสหรัฐอเมริกา
สำหรับในบทความนี้ แอดมินจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปของดินแดนอลาสก้าแบบคร่าว ๆ และดูกันว่าอลาสก้ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร?
-----
สำหรับประวัติศาสตร์อย่างคร่าว ๆ ของอลาสก้านั้น ดินแดนแห่งนี้ได้ปรากฏการเข้ามาอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านานแล้ว อย่างน้อยก็ราว 20,000 ปีก่อน
อลาสก้าเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวทลินกิต (Tlingit) ชาวจิมเซียน (Tsimshian) ชาวไฮดะ (Haida) ชาวอะลิวต์ (Aleut) รวมไปถึงชาวอินูอิต (Inuit) หรือชาวเอสกิโม (Eskimo) ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี
เมื่อถึงปี 1741 รัสเซียก็เป็นชาติยุโรปชาติแรกที่ได้เดินทางสำรวจในอลาสก้า ภายใต้การนำของนักสำรวจชาวเดนมาร์ก ไวทัส แบริ่ง (Vitus Bering | ซึ่งนามสกุลของเขาจะถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของทะเลและช่องแคบแบริ่งในเวลาต่อมา)
หลังจากการสำรวจในครั้งนั้น รัสเซียก็ได้เริ่มส่งนักสำรวจและผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอลาสก้า
จนกระทั่งในปี 1784 นักเดินเรือชาวรัสเซีย กริกอรี เซอลิคอฟ (Grigory Shelikhov) จะประกาศให้อลาสก้าเป็นดินแดนอาณานิคมของรัสเซีย ในชื่ออาณานิคมรัสเซียอเมริกา (Russian America Colony)
ทว่าเมื่อถึงช่วงทศวรรษที่ 1820 เป็นต้นมา ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำของรัสเซีย ก็ได้ทำให้ทางการของรัสเซียไม่ค่อยให้การสนับสนุนและใส่ใจกับอาณานิคมรัสเซียอเมริกามากนัก
ที่สำคัญรัสเซียก็มองว่า ดินแดนอลาสก้าแทบจะไม่มีทรัพยากรหรือสร้างผลประโยชน์ใด ๆ ให้กับรัสเซีย
ดังนั้นการทุ่มเทปัจจัยให้กับดินแดนแห่งนี้ จึงดูไม่ค่อยเกิดผลประโยชน์ แถมจะทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียที่ย่ำแย่อยู่แล้วเกิดแย่หนักยิ่งกว่าเดิม
ดังนั้นรัสเซียจึงเริ่มมีแนวคิดที่ขายดินแดนอลาสก้าให้กับชาติที่สนใจ ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็มีอยู่ 2 ชาติที่สนอกสนใจในดินแดนอลาสก้า ซึ่งได้แก่อังกฤษ (ที่ปกครองแคนาดาในช่วงเวลานั้น) กับสหรัฐอเมริกา
ในที่สุดเมื่อถึงช่วงทศวรรษที่ 1860 รัสเซียก็ได้ตัดสินใจขายดินแดนอลาสก้าให้กับสหรัฐอเมริกา โดยทั้งคู่ได้ลงนามในสนธิสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 1867 โดยสหรัฐอเมริกาได้ซื้ออลาสก้าจากรัสเซียเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าเงินปัจจุบันอยู่ที่ราว 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
ในช่วงแรกที่อลาสก้าตกเป็นของสหรัฐอเมริกา เหล่าวุฒิสมาชิกในสภาคองเกรส รวมไปถึงชาวอเมริกันบางกลุ่ม ก็ได้ต่างพากันเย้ยหยันและดูแคลนว่า การซื้ออลาสก้าของทางการสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสิ่งที่ดูไร้ประโยชน์ เพราะพวกเขารู้ดีว่าอลาสก้าย่อมไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับสหรัฐอเมริกาได้
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1890 เมื่อมีการค้นพบทรัพยากรที่ล้ำค่าอย่างทองคำและน้ำมันในอลาสก้า ซึ่งมันก็ได้ทำให้ดินแดนที่เคยถูกชาวอเมริกันดูถูกดูแคลน กลายมาเป็น "ดินแดนสวรรค์" ของสหรัฐอเมริกาในช่วงพริบตา
เรียกได้ว่าการขายอลาสก้าให้กับสหรัฐอเมริกาของรัสเซีย กลายเป็นสิ่งที่ผิดพลาดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรัสเซียเลยทีเดียว
นับแต่นั้นมา ทรัพยากรของอลาสก้าก็ได้สร้างรายได้อันมั่งคั่งมหาศาลให้กับสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 1959 อลาสก้าได้เข้ามาเป็นรัฐที่ 49 และเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการมาจนถึงทุกวันนี้
-----
*** Reference
- https://www.smithsonianmag.com/.../why-russia-gave.../
- https://www.history.com/this.../alaska- ... into-union
- https://www.worldatlas.com/.../why-did- ... ell-alaska...
#HistofunDeluxe
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส