เรือหลวงเจ้าพระยา 455 Chao Phraya 1991
456 Bangpa-Kong 1991
457 Kraburi* 1992
458 Saiburi* 1992
ประวัติ :
เรือหลวงเจ้าพระยา เป็นเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีลำแรกของเรือชุดเจ้าพระยาจำนวน 4 ลำ แห่งราชนาวีไทย
ในยุคที่ไทยได้เปลี่ยนกองทัพเรือชายฝั่งไปสู่กองเรือนำลึก ( Deep Blue Sea )
เรือชั้นนี้ได้รับการต่อเรือชั้นนี้จากประเทศจีน โดยเป็นเรือชั้นเจียงหูรุ่นปรับปรุงของกองทัพเรือจีนรุ่นแรกที่มีดาดฟ้าปิด
และติดอาวุธที่ได้รับเทคโนโลยีจากตะวันตกหลายด้านทั้งรูปแบบของเรือและอาวุธหลักคือ จรวด C-801
ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสจึงทำให้ความคล้ายกับจรวด Exocet อันโด่งดัง
จึงได้รับฉายาว่า "เอ็กโซเซ่จีน" แม้ว่าจะเป็นเรือที่ต่อจากจีนแต่ก็ใช้เครื่องยนต์ MTU จากเยอรมัน
ทำให้มีความสามารถไม่แพ้เรือที่ต่อจากตะวันตกเลยทีเดียว
ข้อมูลจำเพาะ : ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,924 ตัน ความยาว 103 เมตร ความกว้าง 11.33 เมตร
ความเร็วสูงสุด 30 น๊อต กำลังพล 211 คน จรวดนำวิถีพื้นสู่พื้น แบบ C-801 จำนวน 8 ท่อยิง ,
ปืนใหญ่อัตโนมัติขนาด 100 ม.ม. แท่นคู่ จำนวน 2 ป้อม รวม 4 กระบอก ,
ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขนาด 37 ม.ม.แท่นคู่ จำนวน 4 แท่น รวม 8 กระบอก ,ท่อยิงจรวดปราบเรือแบบ RBU 1200 จำนวน 10 ท่อยิง
เรือหลวงบางปะกง (ลำที่ 2) เป็นเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีลำที่ 2 ของเรือชุด เจ้าพระยาจำนวน 4 ลำ แห่งราชนาวีไทย
ในยุคที่ไทยได้เปลี่ยนกองทัพเรือ ชายฝั่งไปสู่กองเรือนำลึก ( Deep Blue Sea )
เรือชั้นนี้ได้รับการต่อเรือชั้นนี้ จากประเทศจีน โดยเป็นเรือชั้นเจียงหูรุ่นปรับปรุงของกองทัพเรือจีนรุ่นแรก ที่มีดาดฟ้าปิด
และติดอาวุธที่ได้รับเทคโนโลยีจากตะวันตกหลาย ด้านทั้งรูปแบบของเรือและอาวุธหลักคือ จรวด C-801
ซึ่งได้รับการถ่ายทอด เทคโนโลยีจากฝรั่งเศสจึงทำให้ความคล้ายกับจรวด Exocet อันโด่งดัง จึงได้รับฉายาว่า "เอ็กโซเซ่จีน"
แม้ว่าจะเป็นเรือที่ต่อจากจีนแต่ก็ใช้ เครื่องยนต์ MTUจากเยอรมันทำให้มีความสามารถไม่แพ้เรือที่ต่อจากตะวันตก เลยทีเดียว
เรือหลวงกระบุรีมีนามเรียกขานสากล HSMC และมีหมายเลขเรือ 457 เป็นเรือรบประเภทเรือฟริเกต ติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด
เรือหลวงเจ้าพระยา สังกัดหมวดเรือที่ 2 กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ
ซึ่งทาง กองทัพเรือได้สั่งต่อจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
นับเป็นเรือฟริเกตลำแรกของกองทัพเรือที่สามารถนำ เฮลิคอปเตอร์ ไปกับเรือได้
ภายในเรือติดตั้งระบบอาวุธที่ทันสมัยตลอดจนยุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวย ความสะดวกมากมาย
อีกทั้งเสริมด้วยการปฏิบัติการร่วมของอากาศยานซึ่งสามารถนำไปกับเรือได้
อันจะเป็นการ เพิ่มพูนความสามารถในการรบทั้ง 3 มิติให้มากยิ่งขึ้น
จึงนับได้ว่าเรือลำนี้เป็นกำลังรบอันสำคัญของ กองทัพเรือที่จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติทางทะเลและสกัดกั้นผู้บุกรุกทางทะเล
ด้วยเหตุ นี้กำลังพลของเรือหลวงกระบุรีจึงมีความภาคภูมิใจ
ในประสิทธิภาพของเรือลำนี้และพร้อมที่จะปฏิบัติ หน้าที่อย่างเต็มความสามรถเพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยของประเทศ
อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราดังคำขวัญ
ที่พวกเราชาวเรือหลวงกระบุรียึดถือไว้ในใจว่า " เราจะทำเพื่อส่วนรวม " ความหมายของชื่อเรือ ชื่อ" กระบุรี"เป็นชื่อของแม่น้ำ กระบุรีหรือแม่น้ำปากจั่น
ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรีกั้น พรมแดนระหว่างไทยกับพม่ามีความยาว๑๓๙กม.
ไหลลงทะเลอันดามันบริเวณอำเภอเมืองจังหวัดระนอง ซึ่งแม่น้ำสายนี้ก่อให้ประวัติศาสตร์ทั้งในอดีตจวบจนปัจจุบันและทางกองทัพเรือจึงได้ขอพระราชทาน
ชื่อแม่น้ำกระบุรีมาเป็นชื่อของ"เรือหลวงกระบุรี" ดังกล่าว เรือหลวงสายบุรี
มีนามเรียกขานสากล HSMD และมีหมายเลขเรือ 458 สังกัดหมวดเรือที่ 2 กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ
เป็นเรือฟริเกตติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น ซึ่งสามารถปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ได้
โดยมีดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์อยู่บริเวณท้ายเรือ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทั้ง 3 มิติ สามารถปฏิบัติการเพื่อป้องกันประเทศได้ดังนี้
1.ป้องกันน่านน้ำอาณาเขตให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึก ทางทะเล
2. ปฏิบัติการร่วมกับเรือยนต์เร็วโจมตี
3. ต่อตีเรือผิวน้ำ
4. ต่อสู้อากาศยาน
5. ทำการระดมยิงฝั่ง
6. ทำหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันให้กับกองเรือ
7. ปฏิบัติการปราบเรือดำน้ำโดยอิสระ หรือร่วมกับกองเรือ หรือเครื่องบินปราบเรือดำน้ำ
เรือหลวงสายบุรี เป็นเรือรบสมัยใหม่ ที่ได้รับการต่อด้วยกรรมวิธีอันทันสมัย มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1924 ตัน
กว้าง 10.8 เมตร ยาว 103.2 เมตร กินน้ำลึก 3.38 เมตร ตัวเรือประกอบด้วยดาดฟ้าชั้นต่าง ๆ
ตั้งแต่ท้องเรือจนถึงดาดฟ้าทัศนะสูงสุดรวม 7 ชั้น มีห้องต่าง ๆ มากกว่า 100 ห้อง
ที่พักอาศัยของคนประจำเรือ ประกอบด้วย ห้องนอน ซึ่งมีเครื่องใช้ที่สะดวกสบาย
ห้องอาหาร ห้องพักผ่อน และห้องครัวขนาดใหญ่ พร้อมด้วยอุปกรณ์ปรุงอาหารที่ทันสมัย
เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับทหารประจำเรือ
ห้องเย็นสำหรับเก็บอาหารได้นานวัน มีระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาอุณหภูมิของอุปกรณ์เครื่องอิเล็กทรอนิกส์
และอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ทหารประจำเรือตามห้องต่าง ๆ อีกด้วย
อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งเครื่องจักร เครื่องไฟฟ้า และอาวุธเป็นระบบควบคุมโดยอัตโนมัติ
บริษัทหูตง ชิพบิลดิ้ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้สร้าง
ปล่อยลงน้ำเมื่อ 27 สิงหาคม 2534 และเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนถึงประเทศไทยวันที่ 2 กันยายน 2534
หลังจากนั้นขึ้นระวางประจำการ ใน 4 สิงหาคม 2535 ปัจจุบันสังกัด กองเรือฟริเกตที่ 2
เรือหลวงรัตนโกสินทร์ Rattanakosin
441 Rattanakosin 1986
442 Sukhothai 1987
เรือหลวงรัตนโกสินทร์
ร.ล.รัตนโกสินทร์ เป็นเรือหลวงประเภทเรือคอร์เวต เป็นเรือปืนเบา เป็นเรือฝึกหัดนักเรียนนายเรือ
พ.ศ.2468 เป็นวันทำพิธีปล่อยเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ลำที่ 1 ลงน้ำ
ต่อที่อู่บริษัท อาร์มสตรองวิทเวิร์ธ ประเทศอังกฤษ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิม
พ.ศ.2528 เป็นวันกระทำพิธีปล่อยเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ลำที่ 2 ลงน้ำ ณ อู่บริษัท ทาโคม่า โบ็ต บิลดิ้ง จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นเรือประเภท เรือคอร์เวต วางกระดูกงู ๖ ก.พ.๒๕๒๗ ต่อที่สหรัฐอเมริกา
ขึ้นระวางประจำการ ๒๖ ก.ย.๒๕๒๙
ระวางขับน้ำ เต็มที่ ๙๖๐ ตัน
กินน้ำลึก ๔.๕ เมตร
ความเร็ว สูงสุด ๒๔ นอต มัธยัสถ์ ๑๘ นอต
รัศมีทำการ ๓,๕๖๘ไมล์ ที่ความเร็วมัธยัสถ์
ระบบอาวุธ ปืน 76/62 มม. ๑ กระบอก
ปืน 40L70 มม. แท่นคู่ ๑ กระบอก
ปืน 20 มม. ๒ กระบอก
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น แบบ ฮาร์พูน ๒ แท่น (๘ ท่อยิง)
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-อากาศ แบบ อัลบราทรอส ๑ แท่น (๘ ท่อยิง)
ท่อตอร์ปิโด ๒ แท่น(๖ ท่อยิง)
ชั้นเรือหลวงสุโขทัยนั้นเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กองทัพเรือสั่งต่อจากสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๗
(ขึ้นระวางประจำการ ๒๕๓๐) อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aspide ในแท่นยิงแบบ Albatros 8ท่อยิง
สำหรับขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานที่ติดตั้งบนเรือรบนั้น
ถ้าจะหาระบบที่พอจะทำการปรับปรุงเรือที่มีอยู่โดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก
ส่วนตัวคิดการปรับปรุงชั้น ร.ล.สุโขทัย โดยเปลี่ยนตัวขีปนาวุธจาก Aspide มาเป็น Aspide 2000 น่าจะจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
เพราะท่อยิง Albatross น่าจะรองรับได้ทันทีและการปรับปรุง Software ระบบควบคุมการยิง WM25 น่าจะจะทำได้สะดวก
ระยะยิงก็เพิ่มขึ้นมาพอสมควรด้วย(จากประมาณ8-12กิโลเมตรเป็น 15-25กิโลเมตร)
ที่จำได้กองทัพบกเองก็มีระบบ Sparda ซึ่งใช้จรวด Aspide แบบฐานยิงบนบก
เรือรบหลวงเสือคำรณสินธุ์
531 Khamronsin 1992
532 Thayanchon 1992
533 Longlom 1992
18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 เรือรบหลวงเสือคำรณสินธุ์ (H.T.M.S. Sua Khamronsin)
ขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือในสมัย รัชกาลที่ 6 เป็นเรือรบระดับเรือพิฆาต
ที่ต่อจากอู่กาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และเป็นเรือลำแรก
ที่ทหารเรือไทยขับเรือแล่นมาจากญี่ปุ่น ร.ล. เสือคำรณสินธุ์มีระวางขับน้ำ 375 ตัน
ยาว 75.66 เมตร กว้าง 7.15 เมตร กินน้ำลึก 2 เมตร ติดตั้งอาวุธปืนกล 57 มม. 5กระบอก
ปืนกล 36 มม. 1 กระบอก และท่อยิงตอร์ปิโด 45 มม. 2 ท่อยิง
ใช้เครื่องยนต์กังหันไอน้ำ (เคอร์ติส) จำนวน 2 เครื่อง มีกำลัง 6,000 แรงม้า มีกำลังพลประจำเรือ 73 นาย
เรือหลวงหัวหิน Khamronsin
541 Huahin 2000
542 Klaeng 2000
543 Si Racha 2001
ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ๒๗ ต.ค.๔๐ ได้แก่
เรือหลวงหัวหิน (H.T.M.S.HUA HIN) เรือหลวงแกลง (H.T.M.S.KLAENG)
และเรือหลวงศรีราชา (H.T.M.S.SI RACHA)สำหรับปฏิบัติราชการ ทร.
ในภารกิจลาดตระเวน รักษาฝั่ง ตรวจการณ์ทางทะเลบริเวณห่างฝั่ง
เพื่อป้องกันการแทรกซึมทางทะเล คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ผลประโยชน์ของชาติ
และเรือประมงในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ขจัดคราบน้ำมันในทะเล
และรักษากฎหมายในทะเล ตามที่ ทร.มีส่วนรับผิดชอบ ปริมาณงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ซึ่งการนำเรือรบประเภทอื่นมาใช้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าว นอกจากจะมีขีดความสามารถจำกัดซึ่งอาจไม่คุ้มค่าต่อการปฏิบัติภารกิจนั้น ๆ
คุณลักษณะ คุณลักษณะที่สำคัญของเรือหลวง ชุด ร.ล.หัวหิน เป็นเรือตรวจการณ์ปืน (เรือ ตกป.)
ที่มีความคงทนทะเลสามารถปฏิบัติภารกิจได้จนถึง SEA STATE 4 มีระวางขับน้ำเต็มที่ ๕๙๐ ตัน
ความยาวตลอดลำ ๖๒ เมตร ความกว้าง ๘.๙ เมตร กินน้ำลึกเต็มที่ ๒.๒ เมตร
ความเร็วสูงสุด ๒๕ นอต ระบบอาวุธประจำเรือปืน ๗๐/๖๒ มม. ๑ กระบอก ปืน ๔๐/๗๐ มม. ๑ กระบอก
ปืนกล .๕๐ นิ้ว ๒ กระบอก โดยมีกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๕ นาย
นับจากนี้ เรือหลวงทั้ง ๓ ลำ จะเป็นเขี้ยวเล็บใหม่ที่สำคัญของ ทร.ในการรบ
และป้องกันประเทศ รักษา เอกราช อธิปไตยแห่งน่านน้ำไทย
ให้พ้นจากการรุกรานทุกรูปแบบ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติได้เป็นอย่างดีสืบไป
Ratcharit เรือประจำการโจมตี321 - 323.
เข้าประจำการเมื่อปี1979 1980
ระวางขับน้ำ
235 ตัน (ปกติ) 270 ตัน (เต็มที่)
ขนาด เป็นฟุต (เมตร)
163.4 x 24.6 x 7.5 (49.8 x 7.5 x 2.3)
เครื่องยนต์ 3 - MTU MD 20V 538 TB91 ดีเซล; 11,520 hp(m)(8.47 MW)
3 เพลาใบจักร
ความเร็ว (นอต) 37
ระยะปฏิบัติการ (ไมล์ทะเล)
2,000 ที่ความเร็ว 15 นอต
พลประจำเรือ
45 (นายทหาร 7)
อาวุธปืน 1 - OTO Melara 3 in (76 มม) /62 Mod 7; มุมกระดก 85 องศา อัตรายิง 85 นัด ต่อนาที
ระยะยิงเป้าพื้นน้ำ 16 กม. (8.7 NM) ระยะยิงเป้าอากาศยาน 12 กม. (6.6 NM) น้ำหนักหัว กระสุน 6 กก.
1 - Bofors 40 mm/70 (แท่นคู่) มุมกระดก 85 องศา อัตรายิง 300 นัดต่อนาที
ระยะยิง 12.5 กม. (6.8 NM) น้ำหนักหัวกระสุน 0.96 กก.
ESM Racal RDL-2; intercept
อาวุธปล่อยนำวิถี
พื้น-สู่-พื้น - 4 x MM 38 Exocet , inertial cruise;
active radar homing ระยะ 42 กม. (23 NM) ความเร็ว 0.9 มัค น้ำหนักหัวรบ 165 กก.; sea skimmer
เรดาร์ เรดาร์พื้นน้ำ decca; I-band
เรดาร์ควบคุมการยิง Signaal WM25; I/J-band; ระยะตรวจจับ 46 กม.
Prabparapak เรือประจำการโจมตี311 - 313.
เข้าประจำการเมื่อปี1976 1977
ระวางขับน้ำ
224 ตัน (ปกติ) 268 ตัน (เต็มที่)
ขนาด เป็นฟุต (เมตร)
149 x 24.3 x 7.5 (45.4 x 7.4 x 2.3)
เครื่องยนต์
4 - MTU 16V 538 TB92 ดีเซล; 13,640 hp(m)(10 MW)
4 เพลาใบจักร
ความเร็ว (นอต) 40
ระยะปฏิบัติการ (ไมล์ทะเล)
2,000 ที่ความเร็ว 15 นอต, 750 ที่ความเร็ว 37 นอต
พลประจำเรือ
41 (นายทหาร 5)
อาวุธปืน 1 - Bofors 57mm/70; มุมกระดก 75 องศา
อัตรายิง 200 นัดต่อนาที ระยะยิง 17 กม. (9.3 NM) น้ำหนักหัวกระสุน 2.4 กก.
8 - จรวดส่องสว่างข้างป้อมปืน 57 มม.
1 - Bofors 40 mm/70 (แท่นคู่) มุมกระดก 90 องศา
อัตรายิง 300 นัดต่อนาที ระยะยิง 12 กม. (6.6 NM) น้ำหนักหัวกระสุน 2.4 กก.
ESM Racal RDL-2; intercept
อาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น - 5 x GABRIEL (1 x แท่นยิงแฝดสาม และ 2 x แท่นยิงเดี่ยว),
radar หรือ optical guidance; semi-active radar homing ระยะ 20 กม. (10.8 NM) ความเร็ว 0.7 มัค น้ำหนักหัวรบ 75 กก.
เรดาร์ เรดาร์พื้นน้ำ Kelvin Hughes Type 17 ; I-band
เรดาร์ควบคุมการยิง Signaal WM28/5; I/J-band
Chon Buriเรือประจำการโจมตี: 331 - 333.
เข้าประจำการเมื่อปี1983 - 1984.
ระวางขับน้ำ
450 ตัน (เต็มที่)
ขนาด เป็นฟุต (เมตร)
198 x 29 x 15 (60.4 x 8.8 x 4.5)
เครื่องยนต์
3 - MTU 20V 538 TB92; 12,795 hp(m)(9.4 MW)
3 เพลาใบจักร
ความเร็ว (นอต) 30
ระยะปฏิบัติการ (ไมล์ทะเล)
2,500 ที่ความเร็ว 18 นอต, 900 ที่ความเร็ว 30 นอต
พลประจำเรือ
41 (นายทหาร 6)
อาวุธปืน2 - OTO Melara 3 in (76 มม) /62 Mod 7; มุมกระดก 85 องศา
อัตรายิง 85 นัด ต่อนาที ระยะยิงเป้าพื้นน้ำ 16 กม. (8.7 NM)
ระยะยิงเป้าอากาศยาน 12 กม. (6.6 NM) น้ำหนักหัว กระสุน 6 กก.
1 - Breda 40 mm/70 (แท่นคู่) มุมกระดก 85 องศา อัตรายิง 300 นัดต่อนาที
ระยะยิง 12.5 กม. (6.8 NM) น้ำหนักหัวกระสุน 0.96 กก.
อุปกรณ์ต่อต้าน decoy; 4 Hycor Mk 135 chaff launchers
ESM Elettronica Newton; intercept
ระบบควบคุมการยิง
Signaal Lirod 8 optronic director
เรดาร์ เรดาร์พื้นน้ำ Signaal ZW08; I-band
เรดาร์ควบคุมการยิง Signaal WM22/61; I/J-band; ระยะตรวจจับ 46 กม.
(ข้อมูลและรูปเพิ่มเติม เดี๋ยวจะพยายามไปหักคอ หามาให้ค่ะ)
