ปืนคาบศิลา

(1/4) > >>

ABOUT ME??:




ปืนทำงานโดยอาศัยกำลังดินปืนที่ส่งกระสุนออกไป

ซึ่งอาวุธปืนมีอยู่ 2 ประเภทคือ "ปืนใหญ่" และ "ปืนเล็ก"


        ปืนใหญ่เป็นอาวุธที่ผลิตขึ้นในยุโรป เมื่อประมาณ พ.ศ.1918

สันนิษฐานว่าเริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยอยุธยา

เมื่อครั้งพระราเมศวรยกกองทัพไปล้อมนคร เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1972

และได้ใช้ปืนใหญ่ยิงกำแพงเมืองจนได้รับความเสียหาย


        ส่วนปืนเล็กมีใช้ครั้งแรกในสมัยอยุธยาเช่นกัน

ชนิดที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ ปืนคาบชุด ปืนคาบศิลา และปืนนกสับ

ทั้งสามชนิดนี้มีความแตกต่างตรงกลไกในการยิง


"ปืนคาบชุด" เป็นอาวุธขั้นพื้นฐาน ผลิตขึ้นในยุโรปเมื่อประมาณ พ.ศ.1993

"ปืนคาบศิลา" ปืนชนิดนี้มีระบบติดไฟ และถูกพัฒนามาจากปืนคาบชุด

ส่วน "ปืนนกสับ" เป็นปืนที่มีการ ปรับปรุงรูปแบบมาจากปืนคาบศิลา




ปืนคาบศิลา ปืนชนวน สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24-25

        เหล็ก เป็นเครื่องราชศาสตราวุธ รับมาจากหมวดภูษามาลา แผนกพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เมื่อ 12 มีนาคม 2472

        1. ปืนคาบศิลา เลขทะเบียน ถ. 2/19 ยาว 145.5 เซนติเมตร เป็นอาวุธใช้ยิงในระยะไกลและใกล้

        โคนลำกล้องลงคร่ำทองเป็นลายกนกก้านขด และสลักเป็นรูปลิง 1 ตัว ตัวกระบอกปืนห้อยเขนงดินปืนทำด้วยไม้ไผ่ ทาสีดำ
 

        2. ปืนชนวน เลขทะเบียน 6,330 ยาว 122.5 เซนติเมตร เป็นอาวุธปืนใช้ยิงในระยะไกลและใกล้

           ลำกล้องเป็นเหล็กทรงแปดเหลี่ยม พานท้ายปืนทำด้วยไม้ ตกแต่งโลหะคงคร่ำทอง บรรจุกระสุนทางปากกระบอก

        3. ปืนชนวน เลขทะเบียน 6,323 ยาว 104.5 เซนติเมตร เป็นอาวุธปืนใช้ยิงในระยะไกลและใกล้

            ตัวกระบอกตกแต่งด้วยโลหะ ลงคร่ำทอง พานท้ายปืนทำด้วยไม้ ตกแต่งด้วยโลหะคร่ำทอง

           ไกปืนไม่มีโกร่ง การบรรจุกระสุนใช้บรรจุเข้าทางส่วนปากกระบอก กริช





ขอบพระคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ เว็บไซต์พระราชวังเดิม

เอ็คส์:
รอครับ :SSC

ขอบคุณครับ :<> :<>

ABOUT ME??:
ปืนคาบศิลา เป็นปืนยาวชนิดหนึ่งและเป็นต้นแบบของปืนไรเฟิลในปัจจุบันด้วย

ไม่มีผู้ทราบว่าใครประดิษฐ์ขึ้น แต่ว่าในเอกสารทางการทหารของจีน

ได้มีการกล่าวถึงอาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า"หั่วหลงจิง(火龙经)"

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14

ในแรกเริ่มปืนคาบศิลาไค้มีการออกแบบให้ใช้กับทหารราบเท่านั้นและได้มีการปรับปรุงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19

ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เข่นมีเกลียวในลำกล้อง การมีกล้องเล็ง มีกระสุนปลายแหลม

ซี่งแต่เดิมนั้นเป็นลูกกลมๆ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

ก็มีการประดิษฐ์ปืนชนิดที่บรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนซึ่งแต่เดิมนั้นบรรจุกระสุนทางปากลำกล้องเข้ามาแทนที่



หลักฐานการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงแรก

ได้มีการประดิษฐ์อาวุธดินปืนขึ้นในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์หมิงปืนคาบศิลาเริ่มปรากฏขึ้นในประเทศสเปนในทศวรรษที่1500

แต่ทหารเจนนิสซารี่ของจักรวรรดิออตโตมานก็ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงทศวรรษที่1440แล้ว

เทคโนโลยีปืนคาบศิลาได้พัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว

และเกิดอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างมากกว่าแต่ก่อนทำให้เกิดการแสวงหาวัตถุดิบดินปืนซึ่งทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้น




วิวัฒนาการของปืนคาบศิลา

ในคริสต์ศตวรรษที่15ทหารราบของยุคกลางใด้มีการใช้อาวุธดินปืนชนิดหนึ่งเรียกว่า

“ปืนใหญ่ที่ยิงด้วยมือ”หรือ“ปืนหามแล่น"

ถึงอย่างไรก็ดีอาวุธดังกล่าวก็ยุ่งยากในการใช้ซึ่งต้องใช้เวลานานในการบรรจุกระสุนปืน

และไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพในการยิง เมื่อคริสต์ศตวรรษที่16ก็เริ่มมีการประดิษฐ์ปืนสั้นขึ้น

และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่17  ปืนคาบศิลาก็ได้เข้ามาแทนที่หอกยาว

ซึ่งเคยเป็นอาวุธหลักของทหารราบในสมัยนั้น


ปืนคาบศิลาในสมัยศตวรรษที่16เรียกว่า อาร์กิวบัส ภาษาอังกฤษ:Arquebusหรือปืนคาบชุด

กลไกของปืนชนิดนี้คือใส่ดินปืนลงบนจานดินปืนแล้วใส่กระสุนกลมๆ

และดินปืนทางปากกระบอกปืนแล้วกระทุ้งให้ดินปืนและกระสุนไปอยู่ในรังดินปืนทางท้ายลำกล้อง

เมื่อเหนี่ยวไกก็จะมีเหล็กรูปงูตีที่จานดินปืนจะเป็นการจุดสายชนวนไปที่ท้ายลำกล้องทำให้ดินปืนระเบิดขึ้น

แรงระเบิดจะทำให้กระสุนพุ่งออกไปทางปากลำกล้องอย่างรวดเร็ว



(ทหารปืนคาบชุดของเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่17)


ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการพัฒนาปืนคาบชุดเป็น"ปืนสั้นแบบลูกล้อ" (ภาษาอังกฤษ: Wheellock)


(ปืนสั้นแบบลูกล้อ)



แต่อย่างไรก็ดีปืนคาบชุดก็มีข้อเสียอยู่มากเช่น บรรจุกระสุนช้า มีความแม่นยำน้อย

ไม่สามารถใช้ได้เมื่ออากาศชื้นเพราะจะทำให้จุดชนวนดินปืนไม่ติด

แต่อย่างไรก็ตามปืนคาบชุดก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามของยุโรป และทำให้กษัตริย์ยุโรปมีสถานภาพมั่นคงขึ้น

เพราะทำให้มีผู้ก่อกบฏยากเนื่องจากสงครามที่ใช้ปืนไฟจะเสียค่าใข้จ่ายในการรบสูงมาก

ปืนคาบชุดสามารถทำให้อาณาจักรที่สำคัญล่มสลายเช่นอินคา เอซเท็คเป็นต้น


แต่มันก็สามารถสร้างอาณาจักรให้มีเอกราชได้ เช่นจักรวรรดิรัสเซียสามารใช้ปืนไฟขับไล่มองโกลออกไปได้

แล้วสถาปนาราชวงศ์โรมานอฟ(romanov) ขึ้น

ต่อมาได้มีการดัดแปลงปืนคาบชุดให้พกพาได้สะดวกขึ้นเป็นปืนสั้นซึ่งเป็นที่นิยมของทหารม้าในสมัยนั้น




ปืนนกสับของจักรวรรดิอังกฤษในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18และในต้นศตวรรษที่ 19



ในช่วงกลางศตวรรษที่17ได้มีการพัฒนาปืนคาบศิลาแบบคาบชุด(Arquebus)

ให้เป็นปืนนกสับภาษาอังกฤษ:Flintlockอ่านว่าฟรินท์ล็อกขึ้น

ซึ่งมีกลไกคือใส่หินเหล็กไฟที่แก็ปแล้วบรรจุกระสุนและดินปืนทางปากกระบอกแล้วกระทุ้งจากนั้งก็ปิดฝาแก็ป

เมื่อเหนี่ยวไกเหล็กรูปนกสับหินเหล็กไฟทำให้เก็ดประกายไฟลามไปที่รังดินปืนทางท้ายกระบอกทำให้ดินปืนระเบิด

และผลักกระสุนให้พุ่งไปข้างหน้า ต่อมาอาวุธชิ้นนี้ได้กลายเป็นอาวุธหลักของกองทัพยุโรปและอเมริกาเมื่อศตวรรษที่ 19

ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้มีการประดิษฐ์เกลียวในลำกล้องทำให้กระสุนพุ่งไปข้างหน้าในแนวตรง

มีพิสัยไกลกว่าเดิม และมีความแม่นยำมากขึ้น เห็นได้จากสงครามไครเมีย

การมีกล้องเล็งซึ่งทำมองเห็นเป้าหมายในระยะที่ใกล้และแม่นยำทำให้เกิดหน่วยซุ่มยิงขึ้น เห็นได้จากสงครามกลางเมืองอเมริกา

ABOUT ME??:
ปืนคาบศิลาในประเทศอื่นๆ

จักรวรรดิออตโตมาน


ในการระดมยิงกรุงคอนสแตนติโนเบิลเมืองหลวงของอาณาจักรไบเซนไทน์

ทหารชาวเติร์กก็ใช้ปืนใหญ่และปืนคาบศิลารุ่นแรกๆในการระดมยิงกำแพงเมืองทั้งจากทางบกและทางเรือ

ในการรบขยายอาณาจักรของสุลต่านสุไลมานปืนคาบศิลาก็เป็นอาวุธสำคัญ

ในการปิดล้อมเมืองเห็นได้จากสงครามฮับส์เบิร์ก-ออตโตมาน

ทหารปืนคาบศิลาของจักรวรรดิออตโตมานเรียกว่าแจนนิสซารี่

ซึ่งส่วนใหญ่จะสืบเชื้อสายมาจากพลทหารครูเสดที่ถูกจับมาเป็นทาสเชลย

และแม่ทัพของอาณาจักรออตโตมานส่วนใหญ่จะครอบครองปืนสั้นเป็นจำนวนมากอีกด้วย

ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของจักรวรรดิออตโตมานจนเมื่อจักรวรรดิล่มสลายในปี 1919




เปอร์เซีย

จากหลักฐานการบันทึกของพ่อค้าชาวเวนิสได้พบว่าปืนคาบศิลาได้แพร่หลายในอาณาจักรเปอร์เซียอย่างรวดเร็ว

อันเนื่องมาจากการค้ากับยุโรปและทหารม้าของราชวงศ์ซาร์ฟาวิดของเปอร์เซียจะนิยมพกปืนคาบศิลาทุกคน

ปืนคาบศิลาของเปอร์เซียจะมีลวดลายประณีตบรรจงมาก

ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของเปอร์เซียจนเมื่อราชวงศ์ซาร์ฟาวิดล่มสลาย




อินเดีย


ในอินเดียสมัยราชวงศ์โมกุลเริ่มปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงทศวรรษที่1510

ซึ่งในสมัยนี้พระเจ้าบาบูร์และพระเจ้าอัคบาร์ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลักของทหารราบ

ในการปราบปรามหัวเมืองฮินดูและมุสลิมของเจ้าผู้ครองแคว้นทางภาคใต้

เสียงของปืนคาบศิลายังทำให้ช้างหลายเชือกของฝ่ายหัวเมืองทางใต้ตกใจอีกด้วย

ทำให้อาณาจักรโมกุลสามารถรวบรวมอินเดียเป็นเอกภาพในสมัยพระเจ้าอัคบาร์มหาราช

ปืนคาบศิลาของโมกุลจะเป็นแบบคาบชุดซึ่งเป็นงานหัถกรรมอย่างหนึ่งมีการตีเหล็กอย่างประณีต

ไม่ได้มีการใช้เหล็กหล่อเหมือนทางตะวันตก ต่อมาเมืออินเดียตกเป็นอณานิคมของอังกฤษ

ทางข้าหลวงชาวอังกฤษได้จัดตั้งทหารซีปอยซึ่งมีการจัดระเบียบแบบอังกฤษ

มีอาวุธหลักเป็นปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกหรือปืนนกสับจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนมาแทนที่





ญี่ปุ่น




ปืนคาบศิลาของญี่ปุ่นในศตวรรษที่16


ญี่ปุ่นได้เผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านรุกรานญี่ปุ่นในปี1259ในซูชิมา

ต่อมาในปี1543ได้มีเรือโปรตุเกสเข้ามาเทียบท่านำโดยกลาสีเรือชื่อ"เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต"

ชาวโปรตุเกสได้นำปืนคาบศิลาแบบคาบชุดมาด้วย ไดเมียวโอดะ โนบุนากะได้ซื้อปืนคาบชุดของชาวโปรตุเกสมาศึกษากลไก

แล้วให้ช่างเหล็กตีเลียนแบบจนกระทั่งสามารถผลิตปืนคาบศิลาได้มากที่สุดในโลก

และสามารถสร้างกองทหารที่เกณฑ์มาจากชาวนาหรือ"อาชิการุ(あしがる)"

ที่ติดอาวุธปืนเหมือนชาวยุโรปได้เป็นจำนวนมาก

จนเมื่อปี1575โอดะโนบุนากะได้นำทหารอาชิการุที่ติดอาวุธปืนยึดปราสาทนางาชิโนได้

ยุทธวิธีของโอดะ โนบุนากะคือแบ่งทหารอาชิการุเป็นสองแถวอยู่หลังรั้วไม้

เมื่อแถวแรกยิงทหารม้าของทาเคดะแล้วบรรจุกระสุนใหม่แถวที่สองเข้ามายิงต่อ

เมื่อแถวที่สองบรรจุกระสุนแถวแรกจะยิงทำให้ทหารม้าของทาเคดะตายเป็นจำนวนมาก

อาวุธของทหารม้าเป็นอาวุธแบบเดิมคือธนู"ยูมิ"และดาบคาตานะ

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้โอดะได้ตั้งตนเป็นโชกุน เมื่อโอดะ โนบุนากะถึงแก่อนิจกรรม โตโยโตมิได้รับตำแหน่งโชกุนแทน

ต่อมาเมื่อปี1592ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี ญี่ปุ่นได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลักในการรบ

แต่ต่อมาญี่ปุ่นต้องถอยทัพกลับเพราะโตโยโตมิถึงแก่อนิจกรรมในปี1598

เมื่อโทกุงาวะ อิเยยะสึดำเนินนโยบายปิดประเทศในปี 1603 ห้ามทำการค้ากับชาวต่างชาติ

และห้ามนำเข้าและผลิตอาวุธปืนเพราะอาจจะทำให้สถานภาพของโชกุนไม่มั่นคง

ทำให้ปืนคาบศิลาแบบคาบชุดอยู่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเพียงห้าทศวรรษเท่านั้น

จนกระทั่งในปี 1854 นายพลแมททิว เปอร์รี่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ

สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ทำการยึดอำนาจของโชกุนโทกุงาวะ โยชิโนบุ

และจัดตั้งกองทัพสมัยใหม่มีการนำเข้าปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกจากสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก

ต่อมาญี่ปุ่นสามารถผลิตเองได้เป็นจำนวนมากและปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของญี่ปุ่น

จนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนมาแทนที่


จีน

จีนเป็นชาติแรกที่ประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้น ปืนที่เป็นต้นแบบของปืนคาบศิลาที่จีนประดิษฐ์ขึ้น

มีลักษณะคล้ายปืนคาบศิลาแต่มีวิธียิงเหมือนปืนใหญ่

อาวุธปืนของจีนมักจะไม่ได้รับการพัฒนาเพราะในการรบกับชนเผ่าเร่ร่อนทางภาคเหนือจีน

ก็มีกำแพงเมืองจีนป้องกันอยู่แล้วและบ้านเมืองช่วงนี้มักจะสงบและในการรบจีนมักจะตั้งรับมากกว่ารุกราน

จีนเผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อสงครามอิมจิน

ในปี1592-1598เกิดขึ้นโชกุนโตโยโตมิรุกรานเกาหลีเพื่อยึดเกาหลีซึ่งเป็นอาณานิคมของจีน

จีนได้ส่งกองทัพจำนวนมากไปช่วยเกาหลีและสามารถรบชนะญี่ปุ่นได้หลายครั้ง

เพราะปืนคาบศิลาของโปรตุเกสที่ญี่ปุนใช้ในสมัยนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

ที่จะสู้กับหน้าไม้กลของจีนได้


ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงอาวุธปืนไม่แพร่หลายในจีนมากนัก

จนเมื่อปี1839ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวงจีนทำสงครามฝิ่นกับอังกฤษอังกฤษยกพลขี้นบกที่แหลมเกาลูน

แล้วใช้ปืนคาบศิลายิงทหารจีนตายเป็นจำนวนมาก

จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนจึงจัดตั้งกองทัพ"เป่ยหยาง"

ซึ่งมีการบริหารกองทัพเป็นแบบยุโรปมีปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก

ในการระดมยิงจากกำแพงกองทัพเป่ยหยางจะใช้ปืนคาบศิลาขนาดใหญ๋ยิงลงจากกำแพง

เรียกว่า"จินกอล"เห็นได้จากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่1

*ต้น*:
เยี่ยมมากๆหนู

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป