GUN IN THAILAND
03,09, 2014, 13:39:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Google

หน้านี้ ยุติการ Post แล้วครับ !!
 เวปบอร์ด gun.in.th ได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่


   http://2013.gun.in.th
หน้า: [1] 2 3 ... 20   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ★▐ █▐ ++++ ปืนลูกโม่ สูงสุด...สู่สามัญ ++++▐ █▐ ★  (อ่าน 113132 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
03,01, 2011, 23:38:50
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« เมื่อ: 03,01, 2011, 23:38:50 »

แม้ว่าปืนรีวอลเวอร์จะมีการพัฒนาน้อยกว่า เมื่อเทียบกับปืนออโต้ แต่ก็ยังเป็นอะไรที่มนุษย์เรายังคงต้องการใช้มันอย่างต่อเนื่อง.
เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญในด้านอาวุธว่า ผู้ที่เริ่มสนใจและอยากมีปืนไว้ใช้สักกระบอกนึง เพื่อป้องกันชีวิต และทรัพย์สิน
ควรจะเลือกปืนอะไรดีที่สุด คำตอบที่ได้รับตรงกันคือว่า.. ปืนรีวอลเวอร์ หรือว่าบ้านเรานิยมเรียกว่า ลูกโม่.


ต้องขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก...ท่านอาจารย์ปู่ GHD / พี่ชาญ บ้านสั้น / ท่าน clumsy














ในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของปืนระบบกิ่งอัตโนมัติ หรือเรียกสั้นๆว่า "ปืนออโต้" ดังจะเห็นได้ว่ามีบริษัทผู้ผลิต
อาวุธปืนจำนวนมาก ผลิตออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคัก มีการพัฒนาปืนรุ่นใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่า
บริษัทผู้ผลิตอาวุธปืนรายใดที่ไม่ผลิตปืนออโต้ออกมา ก็ล้าสมัยเต็มทีครับ.


ท่ามกลางกระแสความเฟื่องฟูของปืนออโต้ในปัจจุบันนั้น อาทจะทำให้ปืนรีวอลเวอร์ หรือว่าปืนลูกโม่ได้รับความนิยม ลดน้อยลงไปบ้าง
แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายครับ ตราบใดที่โลกยังต้องมีและใช้อาวุธปืน ที่ยังคงยิงด้วยกระสุนที่ใช้ดินขับอย่างทุกวันนี้
ปืนรีวอลเวอร์ จะยังคงอยู่ในโลกอาวุธปืน ไปอีกนานเท่านานครับ จริงหรือเปล่า.











ไม่เฉพาะมือใหม่เท่านั้นครับ แม้แต่นักนิยมปืนที่มีความชำนาญในการใช้งานอาวุธปืนเป็นอย่างดี ทุกคนจะต้องมีปืนรีวอลเวอร์
อยู่ในครอบครอง อย่างน้อยต้อง 1 กระบอก จริงหรือเปล่าครับ โดยเฉพาะตัวผมเอง ก็ยังมีบ้างยามฉุกเฉินครับ.

ปืนรีวอลเวอร์เป็นปืนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อถือในระบบปฏิบัติการ ถึงแม้ว่าปืนออโต้
ในยุคปัจจุบันนั้น จะได้รับการแก้ไข ปรับปรุงจุดอ่อนต่างๆ ให้เกือบหมดแล้วโดยสิ้นเชิง แต่ในความเชื่อถือได้ ก็ยังถือว่าห่างชั้นจากปืนรีวอลเวอร์


ข้อดีของปืนรีวอลเวอร์ที่ทำให้ยังคงได้รับความนิยมมาทุกยุค ทุกสมัยก็คือ..


ใช้งานง่าย เนื่องจากเป็นปืนที่มีระบบปฏิบัติการและกลไกการทำงานที่ตรงไปตรงมา
ไม่มีความซับซ้อนหรือขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก แม้จะเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน
หรือแทบไม่รู้เรื่องอาวุธปืนเลยก็สามารถใช้งานได้

สามารถบรรจุกระสุนทิ้งไว้ในตัวปืนได้เต็มอัตราและตลอดเวลา ไม่ว่าจะทิ้งไว้นานสักแค่ไหน
ก็ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ตัวปืนหรือการทำงานของกลไกของตัวปืน โดยไม่ต้องกลัวว่า
สปริงป้อนกระสุนจะล้าเหมือนกันในแม็กกาซีนของปืนออโต้

ในกรณีที่กระสุนนัดใดนัดหนึ่งด้านสามารถเหนี่ยวไกในระบบดับเบิ้ลหรือซิงเกิ้ลเพื่อยิงกระสุนนัดต่อไป
ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเอากระสุนนัดที่ด้านออกก่อนเหมือนกับในปืนออโต้
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้ กลไกที่เรียบง่าย ทำงานอย่างตรงไปตรงมาทำให้มีความเชื่อถือได้สูง

การขัดข้องระบบปฏิบัติการมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยหรือแทบไม่มีเลย หากกระสุนไม่ด้านเสียอย่างเดียว
ปืนรีวอลเว่อร์สามารถใช้งานได้ง่ายรวดเร็วกว่าปืนออโต้ฯ เนื่องจากไม่มีระบบห้ามไกให้เกิดความสับสนยุ่งยาก เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถชักขึ้นมาเหนี่ยวไกยิงได้ทันทีไม่ต้องพะวงกับระบบห้ามไก


 น้ำหนักไกทั้งในระบบดับเบิ้ลและซิงเกิ้ลให้ความเฉียบขาด เหนือกว่าปืนออโต้ฯ ในทุกกรณี สามารถปรับแต่งน้ำหนักไกได้ดีกว่า







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20,01, 2011, 10:46:16 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:39:39
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #1 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:39:39 »

เชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ที่กำลังมองหาปืนกระบอกแรกในชีวิต (และอาจเป็นกระบอกเดียวด้วย)
ตัดสินใจลำบากที่จะเลือกปืนลูกโม่ (Revolver) หรือปืนกึ่งอัตโนมัติ (Pistol, Semiautomatic handgun) ดี
คำถามยอดฮิตสำหรับมือใหม่ก็คือ “ปืนชนิดไหนดีที่สุด”

(เนื่องจากคงมีได้กระบอกเดียวก็อยากได้ปืนที่ดีที่สุดไปใช้)


ถ้าบอกว่าปืนลูกโม่ดีที่สุด เพราะเป็นปืนที่เกิดขึ้นมาก่อน เป็นปืนที่มีประวัติยาวนานขนาดคนอเมริกัน
ใช้บุกเบิกประเทศก็คงมีคนแย่งว่า ปืนลูกโม่เป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันปืนกึ่งอัตโนมัติครอบครองส่วนแบ่ง
การตลาดอาวุธปืนมากที่สุดในโลก ซึ่งก็คงมีคนยกมือขึ้นค้านอีกโต้เถียงกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

คำถามที่ควรถามมากกว่าคือ “ปืนแบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด” ซึ่งคำถามนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวคุณเอง
ขอแนะนำว่าก่อนตัดสินใจเลือกปืนสักกระบอกมาใช้งาน ควรศึกษาปืนแต่ละแบบให้ดีเสียก่อนทั้งข้อดี ข้อเสีย
ข้อจำกัด และเมื่อมีปืนแล้วก็ควรหมั่นฝึกซ้อมยิงปืนโดยเรียนรู้จากครูสอนยิงปืนมืออาชีพ อย่างเช่น
ชมรมยิงปืน Thai tactical shooting club หรือ TAS เพราะการยิงปืนควรเริ่มต้นอย่างถูกวิธี
ถ้าเราเรียนรู้สิ่งผิดๆไปแล้วการกลับมาแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก (แต่ก็ไม่ถึงกับทำไม่ได้)

จะกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างปืนลูกโม่กับปืนกึ่งอัตโนมัติที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่พอสังเขปเพื่อเป็นข้อมูล
ตัดสินใจในการเลือกปืนสักกระบอกมาใช้งาน โดยส่วนหนึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งบุคคลอื่นอาจเห็นแตกต่างไปได้


1. ความสวยงาม
หนังบู๊ล้างผลาญตามโรงหนังส่วนใหญ่ใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติเพราะดูเท่ห์ เก๋ ปราดเปรียว
ซึ่งก็จริงของเขาปืนกึ่งอัตโนมัติมีการออกแบบ
ที่หลากหลายทำให้รูปทรงมีความแตกต่างออกไปได้มาก
ส่วนปืนลูกโม่ดูเรียบง่ายมาหลายร้อยปีรูปทรงเปลี่ยนแปลงน้อยมาก คนส่วนใหญ่ถ้าถามว่าชอบรูปทรงปืน
แบบไหนก็คงตอบว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่กระนั้นก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาจตอบว่าปืนลูกโม่
ดังนั้นเรื่องความสวยงานนั้นก็ถือเป็นเอกสิทธ์ของแต่ละบุคคลไม่ขอวิจารณ์ครับ

2. วงกระสุน
ศัพท์นี้ฟังแปลกๆในที่นี้ผมหมายถึง จำนวนกระสุนที่บรรจุได้ สำหรับปืนลูกโม่ก็ประมาณ 5 ถึง 6 นัดเป็นส่วนใหญ่
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดกระสุนที่ใช้เช่น ถ้าเป็นกระสุนขนาด .38 นิ้ว หรือ .357 แม็กนั่ม ถ้าเป็นปืนโครงเล็กก็บรรจุกระสุน
ได้ 5 นัด แต่ถ้าเป็นโครงกลางถึงใหญ่ก็ 6 นัด แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติถ้าใช้กระสุนขนาด 9 มม. อาจบรรจุกระสุนได้ถึง 10 กว่านัด
แถมยังสามารถใส่เพิ่มในรังเพลิงเตรียมพร้อมได้อีกหนึ่งนัด ถ้าใช้กระสุนขนาด .45 นิ้วก็อาจบรรจุในแม็กกาซีน
หรือซองกระสุนได้ตั้งแต่ 7 ถึง 8 นัดเสียเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นบางรุ่นที่บรรจุได้มากขึ้นอีกเล็กน้อย

อีกทั้งยังเพิ่มอีกหนึ่งนัดในรังเพลิงถือเป็นโบนัสทำให้วงกระสุนมากกว่าปืนลูกโม่อย่างไม่มีข้อสงสัย
แต่เราควรรู้ว่าจากสถิติ (มีการศึกษาในอเมริกา) การใช้อาวุธปืนต่อสู้ในสถานการณ์จริงนั้นวงกระสุนที่ใช้มัก
ไม่เกิน 3 ถึง 4 นัดเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวงกระสุนของปืนลูกโม่จึงเพียงพอสำหรับการใช้งาน โอกาสที่เราจะต้องยิ
งบู๊ล้างผลาญเหมือนในหนังบอกได้คำเดียวว่า ยาก...... แต่กระนั้นบางคนอาจบอกว่ามีวงกระสุนมากๆไวก่อนอุ่นใจดี
อันนี้ก็คงไม่ขอขัดอะไรเพราะเป็นเรื่องของจิตใจ

3. ความแม่นยำ
ทุกคนก็คงอยากได้ปืนที่มีความแม่นยำชนิดที่หลับหูหลับตายิงก็โดน แต่ในความเป็นจริงแล้วผมเห็นว่าปืนมีส่วน
ในเรื่องความแม่นยำไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เพราะปืนส่วนมากแล้วผลิตมาจากโรงงานที่มีชื่อเสียงได้มาตรฐาน เมื่อนำปืนแต่ละรุ่นมาทดสอบความแม่นยำอาจมีความแตกต่างกันบ้างแต่ก็หนีกันไม่เท่าไร ดังนั้นความแน่นยำ
ขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ปืนนั้นมากกว่า ปืนลูกโม่กับปืนกึ่งอัตโนมัติผมให้คะแนนเท่ากันในเรื่องความแม่นยำเมื่อใช้งานตามปกติ


4. ความเชื่อถือได้ของปืน

หมายความว่ากลไกการทำงานของปืนมีโอกาสติดขัดน้อย เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ปืนแต่มัน
กลับไม่ทำงานก็เป็นฝันร้ายของเจ้าของปืนนั้น ดังนั้นปืนที่ดีควรต้องทำงานได้อย่างราบลื่นไม่ติดขัดเพราะ
เราฝากชีวิตไว้กับมันในยามวิกฤติ ปืนลูกโม่มีประวัติการใช้งานยาวนานมากว่าร้อยปีกลไกการทำงานไม่ซับซ้อน
ในขณะที่ปืนกึ่งอัตโนมัติมีการบริหารกลไกซับซ้อนกว่า เป็นที่ยอมรับกันว่าปืนลูกโม่มีโอกาสติดขัดได้น้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่ปัจจุบันปืนกึ่งอัตโนมัติสมัยใหม่มีการพัฒนาไปมากทำให้การบริหารกลไกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นใกล้เคียงกับปืนลูกโม่


5. เหตุติดขัดระหว่างยิง

ที่พบบ่อยก็คือกระสุนด้าน ถ้าเป็นปืนลูกโม่ก็แค่เหนี่ยวไกยิงนัดถัดไปได้เลย แต่ถ้าเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติ
เราต้องกระชากสไลด์เพื่อคัดกระสุนที่ด้านนั้นออกก่อนและป้อนกระสุนนัดใหม่เข้ารังเพลิง
จึงจะยิงต่อไปได้ซึ่งเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้นอาจพบภาวะที่ปลอกกระสุนติดอยู่ที่
ช่องคัดปลอกกระสุนไม่กระเด็นออกมา หรือใส่ซองกระสุนไม่สุดทำให้กระสุนไม่เข้ารังเพลิง กระสุนเก่าเก็บดินขับอ่อนแรงปืนลูกโม่ก็สามารถยิงได้แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติอาจมีปัญหาถ้าเก่าจนแรงขับของดินปืน
ไม่มากพอที่จะดันลูกเลื่อนให้ถอยหลังได้เต็มที่ปืนก็จะติดขัดได้ โดยรวมๆแล้วปืนกึ่งอัตโนมัติมีปัญหาจุกจิก
ระหว่างการยิงได้บ่อยกว่าปืนลูกโม่

6. การดูแลรักษา
โดยเฉพาะหลังยิงปืนเราต้องทำความสะอาดปืนเพื่อขจัดคราบดินปืนและตะกั่ว ในกรณีปืนกึ่งอัตโนมัติมีชิ้นส่วน
ที่ต้องถอดออกมาทำความสะอาดมากกว่าปืนลูกโม่ ระยะเวลาการทำความสะอาดก็แล้วแต่ความพิถีพิถันของ
เจ้าของปืนซึ่งอาจเรียกได้ว่าใกล้เคียงกัน สำหรับผมแล้วปืนลูกโม่ใช้เวลาทำความสะอาดนานกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ
เล็กน้อยส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการทำความสะอาดโม่ซึ่งมีหลายรู แต่เท่าที่ถามคนอื่นใช้เวลากับปืนลูกโม่น้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ


7. อำนาจหยุดยั้ง (Stopping power)

ในที่นี้หมายถึงว่าเมื่อยิงปืนถูกเป้าหมายไปแล้วหนึ่งนัดโอกาสที่จะหยุดเป้าหมายไม่ให้ตอบโต้กลับมาได้
มากน้อยเพียงใด ซึ่งอำนาจหยุดยั้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกระสุนปืนเสียมากกว่า จากข้อมูลที่มีอยู่กระสุน .38 นิ้ว
อำนาจการหยุดยั้งประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นกระสุนขนาด .357 แม็กนั่
มแล้วอำนาจหยุดยั้งแปดสิบถึงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์และมีอำนาจในการสังหาร (Killing power)
สูงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์จึงได้สมยานามว่า A mankiller สำหรับกระสุน 9 มม. มีอำนาจหยุดยั้งได้ดีกว่า
กระสุน .38 นิ้วเล็กน้อย ในขณะที่กระสุนขนาด .45 นิ้วมีอำนาจหยุดยั้งเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์จนได้ชื่อว่า
 A manstopper จะเห็นได้ว่ากระสุน .357 แม็กนั่มเมื่อยิงถูกเป้าหมายแล้วมีโอกาสตายสูงแต่อาจ
ไม่สามารถหยุดยั้งได้ในทันที แต่กระสุน .45 นิ้ว มีโอกาสหยุดยั้งเป้าหมายได้ในนัดแรกสูงกว่า

(พบว่าอำนาจหยุดยั้งของกระสุนปืนขึ้นกับน้ำหนักหัวกระสุน, ขนาดหน้าตัดของหัวกระสุน, ความเร็ว, รูปร่างของหัวกระสุน เป็นต้น)

โดยหลักการแล้วเราต้องการกระสุนที่มีอานุภาพหยุดยั้งภัยคุกคามได้ในนัดแรกไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจยิงตอบโต้
กลับมาได้ทำให้เราบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วทุกคนอาจเลือกกระสุน .45 นิ้วกันหมดซึ่งก็ต้องใช้กับปืนกึ่งอัตโนมัติเท่านั้น

(ความจริงแล้วมีปืนลูกโม่บางรุนที่สามารถใช้กระสุน .45 นิ้วได้ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะโครงปืนใหญ่มากไม่คล่องตัว)
แต่ในความเป็นจริงแล้วปืนที่ใช้กับกระสุน 9 มม. หรือ .38 นิ้ว กลับได้รับความนิยมมากกว่า ส่วนเรื่องอำนาจหยุดยั้งหรืออำนาจ
สังหารอาจชดเชยได้ด้วยการยิงแบบ Double taps (ยิงสองนัดติดๆกันอย่างรวดเร็ว)

8. การพกซ่อน
ในเรื่องนี้คงต้องยกให้ปืนกึ่งอัตโนมัติได้เปรียบไปอย่างเห็นๆ เพราะโครงปืนแบนราบไม่มีส่วนโค้งนูนชัดเจน
เหมือนปืนลูกโม่ทำให้การพกซ่อนทำได้แนบเนียนกว่า แต่ปืนลูกโม่ที่โครงปืนเล็กก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก
(บางรุ่นเล็กมากจนเหมือนปืนแก็ปก็มี) สามารถพกซ่อนได้เช่นกัน

9. อุปกรณ์เสริม
คงต้องยอมรับว่าปืนกึ่งอัตโนมัติมีอุปกรณ์เสริมให้เลือกใช้มากกว่าเช่น ศูนย์ไฟฉายหรือศูนย์เลเซอร์
สามารถนำมาติดกับตัวปืนได้ (ตัวปืนต้องมีรางสำหรับติดอุปกรณ์เสริมด้วย) และเมื่อติดอุปกรณ์เหล่านี้
เข้าไปแล้วปืนกึ่งอัตโนมัติจะดูเท่มากขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องแลกกับปืนที่หนักขึ้นและคล่องตัวน้อยลง ส่วนปืนลูกโม่ส่วนใหญ่ตัวปืนเองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ดังนั้นจึงหาอุปกรณ์เสริม
สำหรับปืนลูกโม่ไม่ง่ายนักและไม่ค่อยได้รับความนิยม สำหรับผมแล้วใช้ไฟฉายชนิดที่ไม่ติดกับตัวปืน
(Tactical flashlight) ทำให้สามารถใช้ได้กับทั้งปืนลูกโม่และปืนกึ่งอัตโนมัติ

10. น้ำหนักไกปืน
สำหรับปืนลูกโม่แล้วส่วนใหญ่ต้องให้ช่างปืนปรับแต่งไกปืนให้เพราะน้ำหนักไกปืนที่มากับโรงงาน
มักแข็งเกินไปแต่การปรับแต่งนั้นทำได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติมาก ส่วนปืนกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่ก็ต้อง
ปรับแต่งเช่นกันแต่บางรุ่นมีการปรับแต่งไกมาให้จากโรงงานแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องปรับแต่งอีก ยกเว้นผู้ยิงที่ต้องการไกปืนที่น้ำหนักเบาขึ้นไปอีกหรือปืนยิงแข่งขันซึ่งต้องปรับแต่งอีกมาก

11. ความคงทนในการใช้งาน
ในแง่ของวัสดุที่ทำปืนทั้งสองชนิดมีความใกล้เคียงกันเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นปืนบางรุ่นหรือบางแบบที่ทำ
จากวัสดุที่แตกต่างออกไปเช่นปืนลูกโม่มีการนำไททาเนียมหรือสแกนเดียมมาทำปืนเพื่อให้มีน้ำหนักเบาลง
ในขณะที่ยังคงมีความทนทานในการใช้งานแต่ก็ทำให้ราคาปืนสูงขึ้นไปด้วย ในขณะที่ปืนกึ่งอัตโนมัติมีการนำพลาสติก
โพลิเมอร์ชนิดพิเศษมาทำโครงปืนเพื่อให้น้ำหนักปืนเบาลงเช่นกัน(สไลด์และลำกล้องปืนยังทำจากเหล็กอยู่)
แต่อายุการใช้งานก็อาจสั้นกว่าวัสดุอื่น โดยทั่วไปปืนลูกโม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติในขณะที่
ทำการยิงจึงมีการสึกหรอจากการใช้งานน้อยกว่า โดยรวมๆผมว่าปืนลูกโม่เป็นต่ออยู่เล็กน้อย

12. การบำรุงรักษา
ในแง่นี้ขอพูดถึงการดูแลชิ้นส่วนภายในปืนเพื่อทำให้ปืนยังใช้งานได้ดีอยู่ สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัติอาจต้องการ
การบำรุงรักษามากกว่าปืนลูกโม่เพราะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวมากกว่า
จึงมีการสึกหรอได้ง่าย สปริงของปืนกึ่งอัตโนมัติควรเปลี่ยนตามคู่มือที่แนบมากับปืนแต่ละกระบอกแนะนำ
เพื่อให้ปืนสามารถทำงานได้อย่างไม่ติดขัด อีกทั้งสปริงภายในแม็กกาซีนต้องหมั่นตรวจเช็คเพราะอาจมีอาการ
ล้าตัวทำให้ป้อนกระสุนได้ไม่ดีเป็นเหตุให้ปืนติดขัดได้ นักยิงปืนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปลี่ยนสปริงภายในปืน
กึ่งอัตโนมัติตามที่คู่มือแนะนำเพราะไม่ได้บันทึกว่าได้ยิงไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว ดังนั้นถือเป็นความเสี่ยง
อย่างหนึ่งที่มีในปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งไม่ได้รับการเปลี่ยนอะไหล่ตามกำหนด

13. กระสุนซ้อม
เมื่อมีปืนแล้วก็ต้องซ้อมยิงให้ชำนาญเผื่อเวลาใช้งานจริงจะได้ไม่ยิงพลาดไปถูกคนอื่น ในแง่ของกระสุนซ้อม
แล้วกระสุน .38 นิ้ว กับ 9 มม. ราคาโดยทั่วไปเท่ากัน ส่วนกระสุนขนาด .357 แม็กนั่มไม่มีกระสุนซ้อม
จึงใช้กระสุนขนาด .38 นิ้วแทน (ความจริงกระสุน .38 นิ้วหน้าตัดกระสุนเท่ากับ .357 นิ้วดังนั้นปืน .357 แม็กนั่ม
จึงสามารถใช้กระสุน .38 นิ้วแทนได้แต่ปืน .38 ไม่สามารถนำกระสุน .357 แม็กนั่มมาใส่ได้ถึงแม้หน้าตัดกระสุนจะเท่ากัน
เพราะกระสุน .357 นิ้ว แม็กนั่มยาวกว่า .38 นิ้วเล็กน้อยดังนั้นเมื่อใส่ในโม่แล้วจะปิดโม่ไม่ได้
การที่ตัวเลขหน้าตัดของกระสุนต่างกันแต่กลับมีขนาดเท่ากันเป็นเพราะว่ากระสุน .38 นิ้วนั้นเกิดมาร้อยกว่าปีแล้ว
เครื่องมือการวัดในสมัยนั้นไม่ค่อยเที่ยงตรงเท่าไร เมื่อเครื่องมือดีขึ้นพบว่าหน้าตัดจริงๆเป็น .357 นิ้ว
แต่เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่) ส่วนกระสุนซ้อมขนาด .45 นิ้วราคาสูงกว่า 9 มม. พอสมควร
การเลือกใช้ปืนก็อาจต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมด้วย

14. ความง่ายในการใช้งาน
ปืนลูกโม่แค่ใส่กระสุนเข้าโม่ ปิดโม่ แล้วยิงได้เลย แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติเมื่อใส่ซองกระสุนแล้วต้องกระชากสไลด์
ถอยหลังเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงและง้างนกสับก่อนจึงจะยิงได้ ซึ่งเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เล็กน้อย ในกรณีที่ยิงจนหมดแล้วการบรรจุกระสุนใหม่ปืนกึ่งอัตโนมัติแค่ปลดซองกระสุนเก่าออกแล้วเสียบซองกระสุนใหม่เข้าไป จากนั้นปลดล็อคคันค้างสไลด์เพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงแล้วยิงต่อได้เลยซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินา
ี แต่ลูกโม่เมื่อเทปลอกกระสุนออกจากโม่แล้วต้องใส่ลูกปืนลงไปใหม่ด้วยมือซึ่งเสียเวลาพอสมควร
ซึ่งเงื่อนไขนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อได้เตรียมซองกระสุนซึ่งบรรจุกระสุนไว้ก่อนแล้วเท่านั้น เพราะถ้าต้องมานั่งบรรจุกระสุนใส่ในซองกระสุนแล้วค่อยเสียบเข้าตัวปืนก็คงเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เป็นแน่
ในทางกลับกันถ้าผู้ใช้ปืนลูกโม่ได้เตรียมกระสุนใส่ในสปีดโรดเดอร์ (Speed loader)
หรือเจ็ตโรดเดอร์ (Jet loader) ไว้ก่อนแล้ว ระยะเวลาในการบรรจุกระสุนใหม่ก็ไม่แพ้ปืนกึ่งอัตโนมั
ิ นอกจากนั้นบางท่านที่ใช้ปืนลูกโม่แม้จะบรรจุกระสุนด้วยมือก็ไม่ได้ช้ากว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ
แต่ต้องฝึกฝนกันพอสมควร(ผมถือว่าพวกนี้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษครับ)

หากต้องการทำให้ปืนอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยไม่ลั่นออกมาเองสำหรับปืนลูกโม่ก็ง่ายมากแค่เปิดโม่ปืนก็ปลอดภัยแล้ว
แต่สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัติต้องทำหลายขั้นตอนกว่าปืนจะถือได้ว่าปลอดภัย (ต้องทำตามลำดับดังนี้ ปลดซองกระสุน
กระชากสไลด์ 2-3 ครั้ง มองดูในช่องรังเพลิงว่าไม่มีกระสุนค้างอยู่ภายใน เหนี่ยวไกยิงทิ้งไปหนึ่งครั้ง)

นอกจากนั้นเวลาเก็บปืนที่บรรจุกระสุนไว้แล้วเพื่อความปลอดภัยและพร้อมใช้งานเมื่อยามจำเป็น
สำหรับปืนลูกโม่ถึงบรรจุกระสุนในโม่จนเต็มก็ถือว่าปลอดภัย ปืนตกพื้นอย่างไรก็ไม่ลั่นออกมาเองได้อย่างแน่นอน
นั้นคือจุดเด่นอีกข้อของปืนลูกโม่ในแง่ความปลอดภัย และเมื่อต้องการใช้ปืนก็หยิบขึ้นมายิงได้ทันที
 ส่วนปืนกึ่งอัตโนมัติมีหลายวิธีในการเก็บปืนหากบรรจุกระสุนในซองกระสุนและใส่ในตัวปืนแล้ว
วิธีแรกไม่ต้องกระชากสไลด์เพื่อป้อนกระสุนนัดแรกเตรียมไว้ก่อนก็ถือว่าปลอดภัยทีเดียว
เพราะไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงไม่มีโอกาสที่กระสุนจะลั่นออกไปได้ แต่ยามจะใช้งานขึ้นมาก็ต้องเสียเวลา
กระชากสไลด์ก่อนหนึ่งครั้งเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงจึงจะยิงได้
ซึ่งเสียเวลาอยู่พอสมควร ในยามวิกฤติทุกวินาทีหมายถึงชีวิต

แต่ถ้าป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงไว้ก่อนก็ต้องหาวิธีทำให้ปืนปลอดภัยจากการตกหล่นแล้วลั่นหรือปืนลั่นออกไปไ
ด้ง่ายเกินไปจึงอาจต้องขึ้น Safety ของปืนไว้เพื่อทำให้เหนี่ยวไกไม่ได้และขัดกับสไลด์ไว้ เวลาจะยิงก็ต้องอย่าลืม
ปลด Safety ด้วยไม่อย่างนั้นก็ยิงไม่ออก (ในเวลาคับขันอาจลืมได้) หรืออีกวิธีหนึ่งคือปืนที่มีระบบการลดนกสับลง
ครึ่งหนึ่งหรือลดลงจนชิดโครงปืนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งปืนจะยิงไม่ได้จนกว่าจะง้างนกสับถอยหลังจนสุด
 (ในเวลาคับขันก็ยังอาจลืมได้เช่นกัน) ในปืนกึ่งอัตโนมัติบางยี่ห้อหรือบางรุ่นไม่มี Safety หรือระบบลดนกมาให้
ดังนั้นความปลอดภัยในการใช้ปืนจึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือปืนกระบอกนั้นเท่านั้น โดยรวมๆแล้วปืนลูกโม่ทำให้ปลอดภัย
ได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ

15. ด้ามปืนที่เหมาะสมกับมือ สำหรับปืนลูกโม่แล้วมีด้ามปืนให้เลือกมากมายหลายขนาดและหลายแบบ เราสามารถเลือกให้เหมาะกับมือได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งด้ามปืนเป็นที่อยู่ของซองกระสุนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากนัก

16. ปืน Single action หรือ Double action ขอยกตัวอย่างปืนลูกโม่เวลายิงปืนนกสับจะทำงานสองจังหวะคือ
จังหวะแรก นกสับที่อยู่ชิดโครงปืนต้องง้างถอยหลังออกมาจนสุด จังหวะที่สองคือ นกสับดีดกลับไปชิดโครงปืน
ทำให้เข็มแทงชนวนกระแทกกับจานท้ายกระสุนเพื่อจุดระเบิดดินปืนส่งผลให้
กระสุนลั่นออกไป ปืน Single action หมายถึงเราต้องง้างนกสับถอยหลังมาก่อนจึงจะเหนี่ยวไกเพื่อปล่อยให้
นกสับดีดกลับไปกระแทกจานท้ายปลอกกระสุน ถ้าเราไม่ง้างนกสับให้ก่อนก็จะยิงไม่ได้ ส่วนปืน Double action
 เราสามารถเหนี่ยวไกได้เลยในขณะที่นกสับอยู่ชิดโครงปืน ช่วงที่เหนี่ยวไกอยู่นั้นนกสับจะทำงานทั้งสองจังหวะ
โดยถอยหลังออกมาจนถึงระยะหนึ่งก็จะดีดตัวกลับไปกระแทก
จานท้ายปลอกกระสุนทำให้ลูกปืนลั่นออกไป ปืนลูกโม่สมัยใหม่ส่วนใหญ่สามารถยิงได้ทั้งสองแบบ
 แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่เป็น Single action มีส่วนน้อยเป็น Double action ในสหรัฐบางรัฐห้าม
เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติที่เป็น Double action เพื่อความปลอดภัย

จะเห็นได้ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งปืนลูกโม่และกึ่งอัตโนมัติก็มีข้อดี ข้อด้อย
ข้อจำกัด ของมันเอง การเลือกปืนใช้งานก็ต้องมาดูว่าเรายอมรับข้อบกพร่องจุดไหนได้บ้าง ที่สำคัญควร
ทดลองยิงปืนทั้งสองชนิดก่อนตัดสินใจ (เวลาไปยิงที่สนามยิงปืนอาจขอเช่าปืนแต่ละชนิดมาทดลองยิงดู
หรือเวลาเรียนยิงปืนอาจขอลองยิงปืนหลายๆแบบดู แล้วพิจารณาว่าปืนแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด)
และเมื่อมีปืนแล้วเราต้องทำความรู้จัก ทำความคุ้นเคยกับมันเพื่อให้รู้ข้อดี ข้อด้อย และฝึกฝนการใช้งาน
ให้เกิดความชำนาญและความปลอดภัย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,01, 2011, 21:41:28 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:40:37
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #2 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:40:37 »

ต้นกำเนิดของปืนโคลท์

โคลท์เริ่มผลิตปืนลูกโม่ออกมาตั้งแต่สมัยปืนประจุปากที่ยังไม่มีปลอกกระสุนให้ใช้กัน คือในยุคแรกการยิงปืน
ต้องใช้วิธีกรอกดินปืนปากลำกล้อง ใส่หัวกระสุน และหาหมอนสักหลาดชุบไขหล่อลื่นอัดหัวกระสุนป้องกัน
ไหลออกมาหล่นออกปากลำกล้อง ส่วนวิธีจุดระเบิดก็เริ่มจากการใช้ชุด

ซึ่งเป็นเชือกหรือด้ายชุบสารละลายดินประสิว ซึ่งจะลุกไหม้คุเป็นถ่านแดงๆ พอเหนี่ยวไกก็จะจิ้มไปที่ช่องดินหู
ปืนคาบชุดนี้ฝรั่งเรียกว่า Match lock ส่วนชุดก็จะเรียกว่า Fuse แต่คำหลังนี้มักจะใช้เรียกกลับวัตถุระเบิดมากกว่า
ในยุคต่อมาได้พัฒนาไปใช้วิธีจุดระเบิดแบบคาบศิลา ซึ่งใช้การเสียดสีระหว่างโลหะสากๆกับหินเหล็กไฟให้จุด
ประกายไฟไปจุดดินปืนระบบคาบศิลานี้ไม่มีกลิ่นชุดไหม้ไฟ และจุดระเบิดได้ก็จริง แต่ก็ยังทำงานได้ไม่แน่นอน
เพราะต้องอาศัยเวลาในช่องดินหูติดไฟขึ้นเสียก่อนแล้วค่อยลามลงไปในรังเพลิง ซึ่งบางทีศัตรูอาจจะรอให้ยิงไม่ไหว โอนอาวุธแบบอื่นชิงขาดใจตายไปก่อนที่ปืนคาบศิลาจะลั่นกระสุนออกไปเสียอีก


สำหรับปืนลูกโม่หรือปืนรังเพลิงหมุนในยุคปืนคาบศิลาก็พอมีทำกันขึ้นมาบ้างเหมือนกัน แต่มีน้อยมาก จนกระทั่งเข้ามา
สู่ยุคของการใช้ แก๊ป จุดระเบิดนี่ล่ะครับ ถึงได้นิยมใช้ปืนลูกโม่กันอย่างจริงจัง ตรงนี้ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเมื่อปี
ค.ศ 1800 Edward Charles Howasd  ได้ค้นพบการใช้เกลือฟูลมิเนทของปรอท มาใช้เป็นระเบิดแรงสูงที่ไวต่อแรงกระแทก
และในปี ค.ศ 1807 Alexander Fosyth ชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อต เป็นคนเอาปรอทฟูลมิเนทมาทำแก๊ปจุดระเบิดสำหรับ
ดินส่งกระสุนทำให้กระสุนลั่นออกไปได้เร็วทันใจกว่าปืนคาบศิลา แต่ปืนที่ใช้แก๊ปแบบยุคแรกๆก้ยังไม่ใช้ กระสุนปลอกโลหะ
แบบทุกวันนี้ แต่ยังเป็นแบบประจุปากเหมือนเดิมโดยเปลี่ยนจากช่องดินหูหรือแอ่งดินหู มาเป็นนมหนูสำหรับเอาแก๊ปครอบลงไปแทน.


พอเรื่องการใช้แก๊ปนมหนูแว่วไปเข้าหู กระทาชาย นาย แซมมวล โคลท์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นกลาสีเรือเดินทะเล โคลท์จึง
ได้เกิดความคิดที่จะเอาแก๊ปไปใช้กับปืนลูกโม่แบบคาบศิลา เพราะจะทำให้ปืนทำงานได้ง่ายขึ้น โคลท์ได้จดทะเบียน
สิทธิบัตรปืนแบบนี้ไว้ที่อังกฤษในปี ค.ศ 1835 และจดทะเบียนในอเมริกาในปีถัดไป ซึ่งตอนนั้นโคลท์พึ่งจะอายุ 21 ปีเท่านั้น
ปืนลูกโม่ของโคลท์ยุคบุกเบิกจะเป็นลูกโม่แบบท้ายตัน เจาะรูเล็กๆขึ้นมาหาช่องนมหนู ซึ่งจะมีประจำตัวอยู่ทุกช่องโม่
การยิงปืนแบบนี้จะต้องง้างนกไว้ที่ฮาล์ฟค็อค ตวงดินปืนแล้วกรอกลงไปในช่องโม่ตามด้วยหัวกระสุนโดยกดให้หัวกระสุน
เสมอกับปากช่องโม่แล้วป้ายไขหล่อลื่นลงไปจนเต็มปากช่องโม่ ไขนี้นอกจากช่วยหล่อลื่นไม่ให้ตะกั่วติดเกลียวลำกล้องแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ประกายไฟจากการจุดระเบิดลามมาจุดระเบิดดินปืนในช่องโม่อื่นๆอีกด้วย



ปืนโคลท์รุ่นแรกชื่อว่า โคลท์-เปเตอร์สันและโรงงานก็ยังไม่ได้เป็นโรงงานโคลท์อยู่ที่ คอนเนคติกัน เหมือนกับในปัจจุบันนี้
แต่ใช้ชื่อโรงงานว่า The Patent Arms Manufacturing Company of Paterson ตั้งอยู่ที่ นิวเจอร์ซี่ ปืนรุ่นแรกของโคลท์มี 5 ช่องโม่
ทำคาลิเบอร์ตั้งแต่ .28 ถึง.40   โคลท์-เปเตอร์สัน ไม่เคยเข้าประจำการในกองทัพ แต่ก็มีทหารซื้อไปใช้จำนวนมาก
และพบว่าปืนรุ่นนี้บอบบาง กลไกการทำงานยังเชื่อถือไม่ได้ ทำให้บริษัทชื่อยาวๆของโคลท์ต้องล้มละลายไปในปี ค.ศ 1841
คนที่เชื่อเรื่องดวงชะตาอาจจะตีความว่า เป็นช่วงดวงตกในวัยเบญจเพศของกระทาชาย  นาย แซมมวล โคลท์ ก็ย่อมได้นะครับ







 









แต่ที่แน่ๆก็คือมีนายทหารในหน่วยเท็กซัสเรนเจอร์คนหนึ่งชื่อ ร.อ. แซม วอล์คเกอร์ (CPT Samuel H. Walker)
เคยใช้ปืนโคลท์รุ่นแรกนี้มาก่อนครับ และคิดวิธีแก้ไขปรับปรุงปืนรุ่นนี้เอาไว้ในใจ

ทนนั่งอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงพอจะทราบนะครับว่าปืนรุ่นต่อไปของ โคลท์ คือปืนอะไร


  หลังจากที่โคลท์ล้มละลายไปได้ 4-5ปี สถานการณ์ทางเท็กซัสเริ่มตึงเครียดระอุด้วยกลิ่นอายของสงครามกลางเมืองมากขึ้น
และพร้อมที่จะประทุเป็นสงครามได้ทุกเวลา กองพันจู่โจมที่ลพบุรี เอ๊ย ไม่ใช่ หน่วยเท็กซัสเรนเจอร์ ได้ส่ง แซม วอล์คเกอร์
ไปขอซื้อปืนลูกโม่จาก แซม โคลท์ เป็นจำนวน 1000 กระบอก จึงเป็นโอกาสให้ วอล์คเกอร์ ได้ให้คำแนะนำกับ โคลท์
ให้ปรับปรุงปืนให้มีคุณภาพดีขึ้น ดังนั้นปืนรุ่นปรับปรุงนี้จึงได้ชื่อว่า โคลท์-วอล์คเกอร์  เป็นปืนขนาด.44 ใช้กระสุนเกจ 50
(หรือ 1/50 ของตะกั่ว  1ปอนด์เท่ากับ 140 เกรน) ลำกล้อง 9.5 นิ้วมี 6ช่องโม่ ตัวปืนใหญ่โตหนักถึง 78 ออนซ์ (2.2 ก.ก)





 

 

 

ตอนนั้นโคลท์ยังอยู่ในสภาพล้มละลายไม่มีโรงงานเป็นของตัวเองจึงต้องไปจ้างโรงงาน Eli Whitney ในคอนเน็คติคัท
ทำปืน 1000กระบอกนี้ให้ และหลังจากนั้นกองทัพก็พอใจในปืนรุ่นใหม่นี้ จึงได้สั่งซื้อเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ดคลท์สามารถตั้งตัว
ได้สร้างโรงงานเป็นของตัวเองขึ้นที่ คอนเน็คติคัท บริหารงานแบบล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วน ร.อ.แซม วอล์คเกอร์
เสียชีวิตคาสามรบ โดยในมือทั้งสองยังกำปืนโคลท์-วอล์คเกอร์ (ที่เขามีส่วนร่วมปรับปรุงกับโคลท์)
ที่ใช้ยิงศัตรูจนกระสุนหมดแล้วทั้งสองกระบอก


เมื่อโคลท์มีโรงงานเป็นของตัวเองจึงได้ปรับปรุง โคลท์-วอล์คเกอร์ เป็นรุ่น ดรากูน (Dragoon เป็นทหารม้าประเภทหนึ่งในยุคที่ใช้ดาบ)
โดยลดความยาวลำกล้องลงเหลือ 7.5 นิ้ว กับลดน้ำหนักปืนลงเหลือ 66ออนซ์ ใช้กระสุนทรงยาว น้ำหนัก 219-250 เกรน
และมีอานุภาพพอๆกับปืน .357 แม๊กนั่ม ในสมัยนี้ โคลท์-วอล์คเกอร์ และ โคลท์ดรากูน เป้นปืนที่มีชื่อเสียงมาก
และเป็นปืนสั้นที่ส่งเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ตลอดสงครามกลางเมืองของอเมริกา

   

1848 COLT DRAGOON REVOLVER Cal.44.*

 

Le célèbre modèle Colt Dragoon Revolver a été produit de 1848 à 1863 et est une évolution du modèle 1846 Walker Revolver.

Plus court et plus léger (1.9Kg) que son prédécesseur, le Colt Dragoon Revolver est aussi fiable et efficace.

Il participât en peu de temps à la guerre du Mexique, la ruée vers l'or en Californie, la migration des Mormons et la guerre de Crimée.

Le Whitneyville Hartford Dragoon est le modèle de transition entre le Walker et le Dragoon. Il ne sera fabriqué qu'à environ 240 exemplaires fin 1847 ce qui en fait le plus rare de tous les modèles à percussion produits par Colt.





 





กระสุนสำเร็จรูปปลอกโลหะนัดแรกของโลกเกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส แต่คนออกแบบปืนลูกโม่ให้ใช้กระสุนปลอกโลหะได้สำเร็จกลับ
เป็นชาวอเมริกันชื่อ นาย Rollin White หลังจาก นายไวท์จดทะเบียนสิทธิบัตร ปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุนสำเร็จรูปบรรจุทางท้ายลูกโม่แล้ว
ก็ได้นำสิทธิบัตรนี้ไปเสนอขาย ให้ โคลท์ แต่ก็คงเป็นเรื่องดวงตกซ้ำสอง ที่ โคลท์ ไม่สนใจกับนวัตกรรมนี้ นายไวท์ จึงนำไปขายให้
นายสมิธ และ นายเวสสัน แทน ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่ก็ยังใช้ปืนลูกโม่ของโคลท์อยู่ แต่ถึงกระนั้น สมิธฯ
ก็ยังจำเป็นต้องทำใช้ในปืนสั้นแบบคานเหวี่ยงที่ชื่อ Volcanic ไปก่อน เพราะสิทธิบัตรปืนลูกโม่ของโคลท์ยังมีผลคุ้มครองอยู่นั่นเอง

VOLCANIC LEVER ACTION No1 POCKET PISTOL



 

 

 หลังจากสิทธิบัตรปืนลูกโม่ของ โคลท์ หมดลง เรมิงตัน กับ สมิธฯ จึงทำปืนออกมาขายบ้าง ปืนของ เรมิงตัน ลอกแบบ โคลท์เอาดื้อๆ
ส่วนปืนของสมิธฯเป็นลูกโม่แบบระบบหักคอ ใช้กระสุนปลอกโลหะสมัยใหม่ แต่พอปืนของ สมิะฯชักจะขายดีเข้า ทั้งเรมิงตัน และโคลท์ต่างก็อยู่ไม่เป็นสุขเลยกลายเป็นว่ามีการผลิตลูกโม่แบบอะไหล่แบบเจาะทะลุให้เอากระสุนชนวนริมปลอกโลหะใสยิงได้
วางขายในร้านปืน ประทับตราเอาไว้แค่ว่าใช้ ยิงกับปืนโคลท์หรือ เรมิงตัน เท่านั้น

ซึ่งก็ได้รับความนิยมเหมือนกันเพราะ อย่างน้อยถ้าหาซื้อกระสุนสำเร็จรูปมาไม่ได้ก็ยังพอจะเอาลูกโม่ของเดิมที่มากับปืน
มากรอกดินปืนแบบเดิมๆบรรจุ ใช้ยิงแก้ขัดได้เหมือนเดิม


  ถึงแม้ว่าสิทธิบัตรของไวท์หมดอายุการคุ้มครองลงในปี ค.ศ 1869 ก็จริง แต่ถ้าจะทำปืนลูกโม่ชนวนกลาง  โคลท์ต้องรอให้สิทธิบัตรเรื่องกระสุนชนวนกลางของสมิธฯหมดอายุลงเสียก่อนถึงจะผลิตปืน SAA ออกมาได้
พอดี แซมมวล  โคลท์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1862 เมืออายุได้ 48ปี คือตายก่อนที่จะได้เห็นปืน ลูกโม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
อีกแบบนึงของเค้าจะคลอดออกมานั่นเอง  เมื่อโคลท์เสียชีวิตลง กิจการตกไปอยู่ในความรับผิดชอบของ Elisha Root
นายช่างใหญ่ของโรงงานโคลท์ เมื่อเห็นว่าธุรกิจตกต่ำลงไปเรื่อยๆ โรงงานโคลท์จึงตัดสินใจเจรจากับ สมิธฯ
เพื่อขออนุญาตใช้สิทธิบัตรของสมิธฯ

สำหรับ สมิธฯ เอง ก็กำลังตื่นเต้นกับการขายปืนล๊อตใหญ่ให้กองทัพรัสเซียได้ จึงได้ละความสนใจจากตลาด
ภายในประเทศ ปล่อยให้ โคลท์ ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาด้วยการจดทะเบียนสิทธิบัตร ปืนลูกโม่ Colt SAA ในปี ค.ศ 1871
และเริ่มผลิตออกมาในปี ค.ศ 1873 ปรากฏว่าทหารม้าสหรัฐประทับใจในปืนโคลท์รุ่นนี้ สั่งซื้อทันที 8400 กระบอก
โดยกว้านซื้อปืนพาณิชย์ไปก่อน 400 กระบอก และในวันที่ 23 ก.ค 1873 ได้ทำสัญญาสั่งซื้อตามสเป็คทหารอีก 8000 กระบอก















สำหรับปืน Colt Single Action Army นี้ จะมีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ เช่น พีซเม็กเกอร์,Big Iron, Big six, Skull buster,
Thumb buster, Judge Colt, One-eye Judge, Six Shuter,Six Guns , แต่ชื่อที่โรงงานโคลท์เรียกก็คือ
โคลท์ซิงเกิลแอ็คชั่นอาร์มี่  แต่จริงๆแล้วชื่อเดิมของทหารจะยาวกว่านี้อีกครับ คือจะเรียกว่า
New Model Army Metallic Cartridge Revolving Pistol  กระสุน.45โคลท์ในยุคแรกใช้หัวตะกั่ว255เกรน
ขับดันกระสุนด้วยดินส่งกระสุนแบบดินดำ หนัก 40เกรน ทำความเร็วได้ 810ฟุต/วินาที สำหรับกระสุน.45โคลท์
ในปัจจุบันจะบรรจุด้วยดินควันน้อย และทำความเร็วได้มากกว่าเดิม โดยถ้าเป็นกระสุนหัวตะกั่ว255เกรน
จะได้ 860ฟุต/วินาที และกระสุนหัวรู225เกรน จะได้ 920ฟุต/วินาที

  ย้อนกลับมาในปี ค.ศ 1875 สมิธฯกำลังเพลิดเพลินกับการขายปืน .44 ให้กับกองทัพรัสเซียจนนับเงินแทบไม่ทัน
พอสมิธฯกลับจากการดูแลลูกค้าที่รัสเซีย มาถึงอเมริกา ก็ต้องตาเหลือก เมื่อเห็นทั้งทหารและคาวบอยอเมริกันพากันคาดปืน
โคลท์ SAA.45 กันเต็มบ้านเต็มเมือง ดังนั้น สมิธฯจึงได้พัฒนาปืน นัมเบอร์3ของตัวเองขึ้นมาเป็น ปืนลูกโม่
สโคฟิลด์ ขนาด .45S&W ซึ่งเป็นปืน ซิงเกิลแอ็คชั่นแบบหักลำ กลไก ไม่แข็งแรงเท่ากับโคลท์ SAA
จึงต้องใช้อานุภาพของกระสุนต่ำกว่า .45โคลท์ ที่เรียกว่า .45S&W ใช้ปลอกยาว 1.1 นิ้ว (.45โคลท์ 1.29นิ้ว)
ชาร์จดินดำ 28เกรน ส่งกระสุนหัวตะกั่ว250เกรน ได้ความเร็ว 710ฟุต/วินาที กองทัพสหรัฐฯรับเอา
ปืนและกระสุนนี้เข้าประจำการทันที เพราะเห็นว่าถึงกระสุนจะมีอานุภาพต่ำกว่าโคลท์ แต่ก็บรรจุกระสุนชุดใหม่ได้เร็วกว่า
โคลท์ SAA นอกจากนั้นยังเปลี่ยนกระสุนขนาด .45 ทั้งหมด ให้เป็นขนาด .45S&W จ่ายให้กับหน่วยทหารที่ใช้
โคลท์ SAA เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง



 

  พูดถึงโคลท์ SAA หลายๆคนคงจะนึกถึงมหาโจรอย่าง บิลลี่ เดอะ คิด หรือชื่อเต็มๆในประกาศจับตายว่า William Bonney
(เกิด ค.ศ 1859 ตาย 1881) บิลลี่ตายเพราะถูกยิงด้วยปืน โคลท์ SAA  ขนาด .44-40ลำกล้อง 7 นิ้วครึ่ง
โดยนายอำเภอ แพต การ์เร็ท (Patrick  Floyd Jarvis Garret เกิด ค.ศ 1850 ตาย 1908) บิลลี่ เดอะ คิด เองก็เคยใช้ปืน
โคลท์SAA แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ปืนลูกโม่ สมิธฯ สโคฟิลด์ ซึ่งเป็นระบบหักคอ เพราะมองว่าเวลาแหกวงล้อมตำรวจ
ตอนไปปล้นธนาคาร จะได้บรรจุกระสุนชุดใหม่ได้เร็วดีเท่านั้น



 

ปืนโคลท์SAA ในอดีตนั้นอยู่เคียงข้างทั้ง คาวบอย พลเรือน ทหาร ผู้รักษากฏหมาย แม้กระทั่งมหาโจรอีกหลายๆคน
และจะยังอยู่ในใจ ผู้ที่มีใจรักปืน ตวัดเดี่ยว อยู่เสมอ ไม่เสื่อมคลาย ตราบเท่าทุกวันนี้ครับ





Single Action Army & Bisley Revolvers (Pre-War)  
Year Serial Number
1873 1
1874 200
1875 15000
1876 22000
1877 33000
1878 41000
1879 49000
1880 53000
1881 62000
1882 73000
1883 85000
1884 102000
1885 114000
1886 117000
1887 119000
1888 125000
1889 128000
1890 130000
1891 136000
1892 144000
1893 149000
1894 154000
1895 159000
1896 163000
1897 168000
1898 175000
1899 182000
1900 192000
1901 203000
1902 220000
1903 238000
1904 250000
1905 261000
1906 273000
1907 288000
1908 304000
1909 308000
1910 312000
1911 316000
1912 321000
1913 325000
1914 328000
1915 329500
1916 332000
1917 335000
1918 337000
1919 337200
1920 338000
1921 341000
1922 343000
1923 344500
1924 346400
1925 347300
1926 348200
1927 349800
1928 351300
1929 352400
1930 353800
1931 354100
1932 354500
1933 354800
1934 355000
1935 355200
1936 355300
1937 355400
1938 356100
1939 356600
1940 357000
Single Action Army, Buntline & New Frontier SAA (Post-War)  
Year Serial Number
1956 1
1957 8800SA
1958 18500SA
1959 23400SA
1960 28500SA
1961 33600SA
1962 35650SA
1963 37300SA
1964 38500SA
1965 40000SA
1966 41500SA
1967 43800SA
1968 46300SA
1969 49000SA
1970 52600SA
1971 59400SA
1972 61700SA
1973 64400SA
1974 69400SA
1975 70500SA
1976 73201SA
1977 82200SA
1978 90500SA-99999SA
  After number 99999SA numbers started at SA01001



เพิ่มเติมในส่วนของหมายเลขประจำปืน Colt Single Action Army
ปืนในช่วงแรกจะผลิตในช่วงปี ค.ศ 1873-1941 โดยหมายเลขประจำปืนจะมาหยุดอยู่ที่
357859 ยุคต่อมาที่เรียกว่า ช่วงอายุที่2 จะผลิตในปี ค.ศ 1956-1974 เลขประจำปืนจะมี
SA ต่อท้าย โดยเริ่มจาก 00001SA ไปถึง 74000SA คราวนี้หยุดไป 2ปีก็มาเริ่มช่วงอายุที่ 3
โดยรันเลขปืนต่อไป เริ่มจาก 80000SA แต่พอถึงปี 1978 ก็ไปหยุดที่ 99999SA โคลท์จึงย้าย SA
ไปอยู่ข้างหน้าเป็น SA00001 แต่พอถึงปี 1993 เลขปืนก็วิ่งไปถึง SA99999 โคลท์เล่นกับเลขปืนง่ายๆ
โดยไปเริ่มที่เลข S00001A แบบนี้อีก 10ปีข้างหน้า โคลท์อาจจะสลับที่เอา A ไว้หน้า เอา S ไปไว้ข้างหลังเช่น A00001S ก็เป็นไปได้  ยิ้มยิงฟัน ยิ้มยิงฟัน ยิ้มยิงฟัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,01, 2011, 21:57:34 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:41:15
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #3 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:41:15 »

กำเนิดปืนโคลท์แบบ ดับเบิลแอ็คชั่น

กระทู้ข้างบนเราได้คุยกันถึงปืน โคลท์ ซิงเกิลแอ็คชั่นอาร์มี่ ซึ่งเป็นปืนสั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
 และเป็นปืนที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเราจบลงไปเฉยๆ โดยไม่พูดถึงว่า
โคลท์ได้พัฒนาอย่างไรถึงได้กลายมาเป็นปืนโคลท์แบบทุกวันนี้ ก็คงเหมือนกับดูหนังไม่จบเรื่อง
ไม่สนุกกันทั้งท่านที่ติดตาม และ คนเล่าเรื่อง ดังนั้นในกระทู้นี้เราก็เลยมาคุยกันต่อถึงจุดที่โคลท์
เริ่มทำปืนแบบดับเบิลแอ๊คชั่นกัน

โคลท์SAA เป็นปืนที่ดีที่สุดแบบหนึ่งในศตวรรษที่19ก็จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าส่วนนึงก็มองว่า
Colt SAA เป็นปืนที่ล้าสมัยด้วยสาเหตุ2อย่างคือ ปืนรีวอลเวอร์ของยุโรปและอังกฤษเริ่มใช้ระบบลั่นไก
แบบดับเบิลแอ็คชั่น และใช้ระบบหักคอบรรจุกระสุนชุดใหม่ได้เร็ว ต่างจาก โคลท์ SAA ที่ต้องหมุนโม่มา
เพื่อคัดปลอกกระสุนกันทีละปลอกแล้วก็บรรจุกระสุนกันใหม่ทีละนัด

อย่าพึ่งเถียงผมในใจว่า ถ้าโคลท์ SAA ไม่ดีจริง แล้วทำไมทั้งโคลท์และโรงงานอื่นๆถึงได้ทำปืนแบบ
โคลท์SAA ขายติดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ขอให้ท่านให้ความเป็นธรรมด้วยว่านักเล่นปืนสมัยนี้
ส่วนใหญ่จะซื้อปืนซิงเกิลแอ็คชั่นเป็นกระบอกที่สอง คือจะมีปืนทันสมัยใช้กันอยู่ก่อนแล้ว และใช้ปืนซิงเกิลแอ็คชั่น
สำหรับยิงเล่น หรือป้องกันตัวแบบที่ยิงไม่เกิน 5-6นัดเท่านั้น แต่ในศตวรรษก่อนเขาต้องใช้ปืนข้างเอวกันอย่างจริงจัง
ดังนั้นเมื่อสมิธแอนด์เวสสัน ผลิตปืนรุ่น สโคฟิลด์ขนาด.45 S&W ออกมา กองทัพจึงได้รับเอา สโคฟิลด์
 เข้าประจำการ เพราะสโคฟิลด์เป็นปืนระบบหักลำ {Top brake} เหมือนกันกับปืนลูกโม่ของอังกฤษ
อย่างเว็บเลย์และเอ็นฟิลด์ เมื่อหักลำก็จะคัดปลอกกระสุนออกมาทันทีทั้งหกปลอก

ทำให้บรรจุกระสุนใหม่ได้รวดเร็วกว่า แต่ข้อเสียเปรียบของปืนระบบหักลำ อยู่ที่โครงปืนไม่แข็งแรงเท่ากับระบบ
โครงปืนชิ้นเดียวของโคลท์ SAA ดังนั้นจึงเอากระสุน .45 ลองโคลท์ แบบมาตรฐานที่ชาร์จด้วยดินดำ 40 เกร
มาใช้กับสโคฟิลด์ไม่ได้ ต้องบรรจุดินดำเพียง 28 เกรน ถึงจะยิงได้โดยปลอดภัย แต่เรื่องนี้ทางทหารบอกว่าไม่เป็นไร
ใส่ดิน 28 เกรน ก็ยิงตาย 2รอบแล้ว เลือกเอาปืนที่บรรจุเร็วๆไว้ก่อนดีกว่า

 เรื่องนี้ทำให้โคลท์ต้องปรับปุงตัวเอง เริ่มด้วยการใส่ระบบดับเบิ้ลแอ้คชั่นเข้าไปกับ SAA กลายเป็นปืนรุ่น
Lightning ออกมาในปี ค.ศ 1877 และทำขายติดต่อกันจนถึงปี ค.ศ 1909 ประมาณ 166,000-กระบอก
แต่ถึงแม้จะยิงแบบดับเบิ้ลแอ็คชั่นได้แล้ว แต่ปืน Lightning ก็ยังบรรจุกระสุนชุดใหม่ได้ช้าอยู่ดี

Colt 1877 Lightning

This revolver was made from 1877 through 1910 with a total quantity of 166,000.
The serial number 1601XX appears in three places on the gun. The caliber is 38 Colt and the barrel length is 4 & 1/2 inches.









 



 





 
 


 
 
การผลิตปืนลูกโม่แบบสวิงโม่ออกมาด้านข้างแบบที่เรานิยมใช้กันอยู่ในทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ยากเอาการสำหรับโคลท์
เพราะว่าคนส่วนใหญ่ถนัดขวา ถือปืนด้วยมือขวาจึงต้องสวิงโม่ออกทางด้านซ้าย แต่โคลท์ดั้งเดิมเป็นปืนที่
ลูกโม่หมุนตามเข็มนาฬิกาตัวหมุนโม่อยู่ทางว้ายขวางทางอยู่ทำให้ สวิงโม่ออกมาทางด้านซ้ายไม่ได้ ส่วนการที่โคลท์
ทุกวันนี้ทำได้เพราะออกแบบให้ตัวหมุนโม่ให้หลบเข้าไปในจังหวะลดนก แล้วค่อยโผล่ขึ้นมาตอนที่ง้างนก
หรือเหนี่ยวไกแบบดับเบิลแอ็คชั่น

แต่โง่ย่อมมาก่อนฉลาดฉันท์ใด โคลท์แบบสวิงโม่รุ่นแรกก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ฉันท์นั้น ดังนั้นโคลท์แบบ
สวิงโม่รุนแรกที่ผลิตออกม่ในปี ค.ศ 1889 จึงต้องทำลูกโม่ให้หมุนทวนเข็มนาฬิกา และยังต้องใช้วิธีล็อคโม่
ทางท้ายโม่ ตามหลักการออกแบบของ วิลเลี่ยม เมสัน วิศวกรใหญ่ของโคลท์เอง
ปืนรุ่นนี้เรียกว่า เนวี่โมเดล เพราะทหารบกไม่ซื้อเนื่องจากยังมีปืนพกอื่นอยู่เต็มคลัง ทหารบกมาเริ่มซื้อเอา
ในรุ่น 1892 ดังนั้นปืนรุ่นนี้ โคลท์จึงให้ชื่อทั้ง นิวเนวี่โมเดล และนิวอาร์มี่โมเดล สำหรับปืนโมเดล 1892นี้
ลูกโม่ยังคงหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่เริ่มทำระบบล็อคโม่ไว้ที่ด้านข้างแล้ว ถึงใส่ชื่อ นิว ไว้ให้ด้วย


William Mason.

Colt Model 1878 Double Action Revolver. ล็อคโม่ทางท้ายโม่ ฝีมือออกแบบของ W. MASON 




 

 



  โคลท์อาร์มี่และเนวี่ เป็นลูกโม่ขนาด .38 ลองโคลท์ก็จริง แต่ก็ใช้โครงใหญ่ระดับเดียวกับโคลท์ ไพธอน
ในปัจจุบัน ปืนที่ใช้โครงเล็กซึ่งพัมนามาเป็น police positive ก็ดำเนินการผลิตไปพร้อมๆกับโครงใหญ่
เพียงแต่ในระยะแรก ยังคงใช้กระสุน .32 เหมือนกับสมิธฯ โคลท์ต่างจาก สมิธฯ ตรงที่พอขยายขึ้นเป็น.38 โคลท์
 ก็ยังทำปืนให้บรรจุ ได้ 6นัด เท่ากับสมัยที่เป็น .32

This is a nice pure example of an early US Army Issue Colt Double Action Revolver.
Standard 6" barrel in caliber .38 Colt.   This is a just a nice pure example of the US Army Model 1894
that was never rebuilt or upgraded by Colt or the military.   It's 100% original down to the smallest screw. 

The base of the grips is marked "US ARMY MODEL 1894".
Antique serial number is in the 62,000 range which dates its manufacture to the year 1895.
If you look closely above the cartouche on the left grip, you will see the date "1895" stamped in the wood. 
All matching numbers throughout including barrel, cylinder, frame, swing-out arm, and even both the grips.
Grips have visible cartouches on both sides.   US Inspector initials "RAC"
("Ronaldo A. Carr") are located on the left side of the frame and bottom of right grip. 
Barrel address has the early 1884 and 1888 patent dates.




 

 

 

 



 

 

 

 



 



 ปี ค.ศ 1905 เป็นปีที่โคลท์เริ่มใช้ระบบ Positive Lock หรือการให้นกปืนถอยห่างจากจานท้ายกระสุนแบบ
เดียวกับปืนในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น โคลท์ยังเริ่มทำ Police Positive ขนาด .38 ออกมาในปีนี้ด้วย ที่สำคัญ
คือโคลท์ Police Positive เป็นปืืนที่ถูกเลียนแบบมากที่สุด ปืนรุ่นนี้มีการผลิตเลียนแบบในสเปนและอเมริกาใต้
และในยุโรปอีกหลายประเทศ เนื่องจากเป็นปืนที่ออกแบบได้ดีมาก ใช้เมนสปริงรูปตัว V
 ตัวเดียวทำหน้าที่หลายอย่างตั้งแต่เป็นสปริงนก สปริงตัวหมุนโม่ และสปริงไก ซึ่งนอกจากจะดันไกให้เดินหน้าแล้ว
ยังส่งแรงไปบังคับไอ้เจ้าเหล็กขวางนกปืน หรือ  Positive Lock อีกด้วย


ภาพตัวอย่างของแหนบตัว วี พอดีผมขายเจ้า โปลิศโปซิทีฟ กินไปแล้ว จำใจต้องใช้ ไพธอน
ซึ้งมีกลไกอำนวยการยิงแบบเดียวกันมาแสดงแบบแก้ขัดไปก่อน คงไม่ว่ากันนะครับ  อายนะ   หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก หัวเราะปิดปาก



 



ระบบการทำงานของโคลท์แบบดับเบิลแอ็คชั่น ทั้งหมดที่มีกลไกอำนวยการยิงด้วยแหนบตัว V
อาจจะมองดูว่าง่ายๆตรงไปตรงมา ใช้ชิ้นส่วนน้อยชิ้น แต่ในทางวิศวกรรมแล้ว ระบบกลไกแบบนี้จะเปลืองค่าแรง
ช่างฝีมือปรับแต่งชิ้นส่วนเอามากๆและต้องเป็นช่างผู้ชำนาญด้วย ดังนั้นในระยะหลัง
โคลท์จึงได้ออกแบบปืนใหม่ให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตจากเหล็กผงอัดขึ้นรูป (Sintermetal) มาแทนที่ชิ้นส่วนที่ผลิตด้วย
วิธีใช้เครื่องมือคมกัดไสขึ้นรูปแบบเดิม รวมทั้งการใช้ เมนสปริงแบบขดลวด เพื่อให้สร้างปืนได้ง่าย
และมีต้นทุนต่ำลง ทำให้ ปืน โคลท์ดับเบิลแอ็คชั่นทุกแบบที่ใช้กลไกแบบตัว V กลายเป็นปืนสะสมที่มีคุณค่า
ในตัวเองในแบบที่ไม่มีการผลิตออกมาอีกต่อไป
 


ปุ่มปลดโม่ของปืน โคลท์ดับเบิ้ลแอ็คชั่นทุกรุ่น ต้องดึงถอยหลัง


















อีกเรื่องนึงที่จะกล่าวถึงก็คือ ระบบล็อคโม่ของโคลท์ สังเกตุไหมครับว่าโคลท์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ระบบล็อคโม่ของตัวเองเลย ทำไมหรือ ตามปกติแล้วสลัก ล็อคโม่จะโผล่ออกมาให้เห็นตามภาพข้างบนที่เปิดโม่
 ซึงจะฝังตัวเข้าไปในหลุมท้ายโม่ตามภาพ หลักการนี้ทำให้ระบบล็อคโม่ของโคลท์เชื่อถือได้แน่นอนมาก
ไม่ว่าจะใช้กับปืนที่มี รีคอยส์ดุเดือดแรงสูงขนาดไหน เช่น .44 แม๊กนั่ม ก็ไม่ต้องออกแบบใหม่ เพราะ รีคอยส์ของปืน
จะช่วยดันสลักล็อคโม่ไปข้างหน้าเสมอ ต่างจาก สมิธฯ ซึ่งใช้ระบบดันเพื่อปลดโม่ในทิศทางเดียวกันกับแรง รีคอยส์
ดังนั้น ในปืน ขนาด .44แม๊กนั่ม เช่น โมเดล 29 หรือ 629 จึงพบว่าบางครั้งโม่เปิดได้เองขณะที่ยิง
ดังนั้น สมิธฯ จึงต้องเพิ่มก้านล็อคข้างในมาให้อีกตัวนึงในภายหลัง

เรื่อง ปืนลูกโม่โคลท์แบบดับเบิลแอ็คชั่น ยังมีให้พูดถึงอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนระบบอำนวยการยิง
เป็นสปริงแบบขดลวด การลดต้นทุนในการผลิตด้วยการออกแบบปืนลูกโม่ใน ตระกูลมาร์คทรี ต่างๆ 
การถอดทำความสะอาดกลไกของปืนลูกโม่เฟรมเล็ก เฟรมกลาง เฟรมใหญ่  ทั้งหมดนี้จะนำเสนอในตอนต่อไปครับ





สำหรับโคลท์รุ่นที่ใช้โครงปืนขนาดเล็ก ระยะแรกมีอยู่ไม่มากนัก เพราะชาวอเมริกันเป็นพวกที่ชอบกระสุนหน้าตัดใหญ่
ดูเหมือนว่าเฟรมเล็กสุดของโคลท์จะมีอยู่เพียง 3แบบเท่านั้นคือ โคลท์นิวพ็อกเก็ต โคลท์นิวโปลิศ และโคลท์นิวโปลิส ทาร์เก็ต

ส่วนกระสุน.32ในยุคนั้นมีไม่กี่แบบเหมือนกันคือ .32โคลท์  .32โคลท์นิวโปลิศ และ.32 S&W ปืนโคลท์3รุ่นนี้ได้ถูกผลิต
ออกมาในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ศตวรรษที่19 มาสู่ ศตวรรษ ที่20 หลังจากนั้นจึงปรับปรุงมาเป็นรุ่น พ๊อกเก็ตโปซิทีฟ กับ
โปลิศ โปซิทีฟ ขายต่อเนื่องกัน จนเริ่มสงครามโลกครั้งที่2 อ้อ.แล้ว โคลท์โปลิศโปซิทีฟ ที่ว่านี้ จะไม่มีคำว่า สเปเชียล
อยู่ด้วยนะครับ  เพราะ โคลท์ โปลิศโปซิทีฟสเปเชียล

จะหมายถึงปืนอีกรุ่นนึงที่ยืดโครงปืนกับลูกโม่ให้ยาวขึ้นเพื่อใช้กับ กระสุน.38สเปเชียล และ .32-20WCF
2 ตัวนี้ต่างกัน ดังภาพต่อไปนี้ครับ ภาพแรกคือ  โปลิศโปซิทีฟ ขนาด .38 โคลท์นิวโปลิศ (.38S&W ) ในช่วงปี1896-1908
และปืน โปลิศโปซิทีฟ ที่ผลิตหลังปี 1908 จะเป็นรุ่นใหม่ที่ยืดโครงปืนและ โม่เพื่อ ให้รับกับกระสุน .38สเปเชียล และโคลท์
เรียกปืนลูกโม่ โมเดล ใหม่นี้ว่า  โคลท์ โปลิสโปซิทีฟสเปเชียล





 


 


 





 





 


 


 


[size=108pt]ทำไมผมถึงต้องยกเรื่องความเป็นมาของปืน โปลิศโปซิทีฟสเปเชียล มาเล่าก่อน  ก็เพราะว่า ดีเทคทีฟ เป็นปืนที่พัฒนาต่อจาก
โปลิศโปซิทีฟสเปเชียล ต่อมาในปี ค.ศ.1927 นั่นเอง  ปืนรุ่นนี้เป็นเหล็กกล้าทั้งกระบอกจนกระทั่งในปี ค.ศ 1951 จึงได้เพิ่มรุ่นน้ำหนักเบา
ที่เรียกว่า ค็อบร่า ซึ่งใช้โครงอลูมินั่มเพื่อลดน้ำหนักลง  ดีเทคทีฟกับค็อบร่า ไม่ได้ต่างกันเฉพาะวัสดุที่ใช้ทำโครงปืนอย่างเดียว
แต่ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างคือ ดีเทคทีฟ รุ่นแรก ทำเฉพาะ.38 กับมีเฉพาะลำกล้อง 2นิ้ว กับ 3นิ้ว เท่านั้น ส่วนค็อบร่า
จะทำออกมาในขนาด .22 ชนวนริม กับ.32 ชนวนกลางด้วย และมีลำกล้องให้เลือกใช้ตั้งแต่ 2 นิ้ว 3นิ้ว 4นิ้ว และ 5นิ้วด้วย

ดีเทคทีฟรุ่นแรกเป็นแบบลำกล้องเรียวยังไม่มีฝักหุ้มก้านคัดปลอก ผลิตตั้งแต่ ค.ศ1927-1936 ก็หยุดทำไปช่วงนึง
แล้วก็มาทำๆหยุดๆอีก 3ครั้ง  คือในการผลิตครั้งที่2นี้ฝรั่งเรียกว่า 2nd lssue จะเป็นในปี ค.ศ 1947-1972 ดีเทคทีฟ รุ่นที่2นี้
จะเป็นแบบลำกล้องหนามีทั้งด้ามไม้และด้ามพลาสติก ที่สำคัญคือเริ่มทำฝักหุ้มก้านคัดปลอก แบบเดียวกับที่เราเห็นในปืนปัจจุบันนี้

ความแตกต่างอีกอย่างคือ ดีเทคทีฟรุ่นที่2 จะทำใช้กับกระสุน.32 ด้วย เพราะช่วงนี้โคลท์ได้หยุดผลิตปืน .32 ในตระกูล พ็อกเก็ตโปซิทีฟ
กับ โปลิศโปซิทีฟ ลงไปแล้ว


ในการผลิต ดีเทคทีฟ รุ่นที่3 หรือ 3rd lssue จะอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1973-1986 รูปร่างหน้าตาเหมือนรุ่นที่2 ยกเว้นทำเฉพาะขนาด.38
ไม่ทำ.32 แล้ว เพราะขืนทำออกมาก็ไม่มีใครซื้อ ที่เปลี่ยนอย่างนึงคือ ดีเทคทีฟ รุ่นนี้ใช้แก้มประกับด้าม เป็นไม้ วอลนัท อย่างเดียว
ไม่ใช้พลาสติก  หลังจากนั้น ดีเทคที หายไปจากตลาดพักใหญ่ จนกระทั่งออกมาเป็น ดีเทคทีฟ รุ่นที่ 4 หรือ 4th lssue ที่โคลท์
เริ่มทำออกมาใหม่ในปี ค.ศ.1993 ก็เหมือนกับปืนรุ่นที่ 2 กับรุ่นที่ 3 นั่นเอง เพียงแต่จะทำเฉพาะลำกล้อง2นิ้วและเปลี่ยนมาใช้ด้ามยางของ แพชเมียร์
ที่ติดโลโก้โคลท์มาเรียบร้อยจากโรงงาน   สำหรับญาติของ ดีเทคทีฟ ที่หรูหรามากกว่าเพื่อน ก็คือ ไดมอนด์แบ็ค ซึ่งเป็น ดีเทคทีฟ
ที่ใช้ศูนย์ปรับได้  สำหรับญาติของดีเทคทีฟ ที่ใช้เหล็กเบา ผมจำได้ว่ามี 3รุ่นคือ ค็อบร่า เอเย่นท์ และไวเปอร์


สำหรับโคลท์เอเจนท์ ก็คือ ค็อบร่า ที่เอามาตัดทั้งด้ามและโครงด้ามให้สั้นลงจะได้พกซ่อนได้แนบเนียนขึ้น และเป็นการลดน้ำหนักกันแบบสุดๆ 
ส่วนโคลท์ไวเปอร์ ก็คือค็อบร่า ที่ลำกล้องยาว 4นิ้ว เพราะค็อบร่า แบบลำกล้องยาวๆ จะทำเฉพาะในรุ่นแรกที่ยังไม่มีฝักหุ้มก้านคัดปลอก
กระสุนเท่านั้น พอมาเป็นรุ่นหลังๆ ก้จะเป็นแบบลำกล้องสั้นทั้งหมด ส่วนลำกล้อง 4 นิ้ว จึงออกมาเป็นรุ่น ไวเปอร์แทน


โดยผลิตมาแบบ ผิว นิกเกิ้ล และแบบรมดำ  ส่วนปืนในโครงขนาดกลาง คือ ในชั้นกระสุน .357 แมีกนั่ม และ โครงขนาดใหญ่
ในชั้นกระสุน .44 แม๊กนั่ม ขอยกยอด ไปเล่าในตอนต่อไป เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการติดตาม ไม่สับสน หรืองงเพราะความ หลงๆลืมๆ
ของผู้พิมพ์เอง  คือเรื่องปืนลูกโม่ของโคลท์นี้ มันมีเรื่องให้เล่ากันยาวครับ ในตอนนี้ ให้ชมภาพ ไพธอน อานาคอนด้า เล่นๆไปก่อน
แล้วมาว่ากันต่อนะครับ ถ้าทุกท่าน ยังอยากฟังอีก[/size]





 





 


 


เลขประจำปืน โคลท์ ไพธอน ( Middle Frame )

                                             
Year:   Serial Numbers:   Production:
1955   1 - 299   299
1956   300 - 1649   1,350
1957   1650 - 5549   3,900
1958   5550 - 7049   1,500
1959   7050 - 9099   2,050
1960   9100 - 13099   4,000
1961   13100 - 18799   5,700
1962   18800 - 24799   6,000
1963   24800 - 30799   6,000
1964   30800 - 41399   10,600
1965   41400 - 50499   9,100
1966   50500 - 60999   10,500
1967   61000 - 73799   12,800
1968   73800 - 89999   15,200
1969 *   90000 - 99999   10,000

 
 
 1969   E1001 - E6300   5,300
1970   E6301 - E21200   14,900
1971   E21201 - E38000   16,800
1972   E38001 - E53500   15,500
1973   E53501 - E61000   7,500
1974   E61001 - E83700   22,700
1975   E83701 - E99999   16,199
1975   01001E - 15000E   14,000
1976   15001E - 48300E   33,300
1977   48301E - 86200E   37,900
1978   86201E - 99999E   13,799
1978   01001N - ?   ?
1978   V01001 - V36736   35,736
1979   V36737 - V88373   51,636
1980   V88374 - V99999   11,625
1980   AL01001 - AL9999   8,999
1980   LA0101 - LA9999   9,899
1980   VA1001 - VA9256   8,256
1980   K01001 - K16265   15,265
1981   K16266 - K75747   59,481
1982   K75748 - K99999   24,251
1983   T01001 - T27539   26,539
1984   T27540 - T34452   16,912
1985   T34453 - ?   ?









 


 


 


 


 


 


 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11,01, 2011, 22:06:31 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:42:01
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #4 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:42:01 »






 





Colt Detective Special .32 & .38  Police Positive & Det. Special
          
     Serial Number Table                    

   1908       1 - 12999
   1909       13000 - 22499
   1910       22500 - 35499
   1911       35500 - 50999
   1912       51000 - 64999
   1913       65000 - 89999
   1914       90000 - 109999
   1915       110000 - 124999
   1916       125000 - 142999
   1917       143000 - 144999
   1918       145000 - 161999
   1919       162000 - 189999
   1920       190000 - 224999
   1921       225000 - 241999
   1922       242000 - 269999
   1923       270000 - 282999
   1924       283000 - 308999
   1925       309000 - 324999
   1926       325000 - 330999
Colt Detective Special was first produced   1927       331000 - 332999
   1928       333000 - 372999
   1929       373000 - 382999
   1930       383000 - 399999
   1931       400000 - 404999
   1932       405000 - 411999
   1933       412000 - 422999
   1934       423000 - 434999
   1935       435000 - 443999
   1936       444000 - 451999
   1937       452000 - 456999
   1938       457000 - 466999
   1939       467000 - 470999
   1940       471000 - 473999
   1941       474000 - 476999
   1942       477000 - 478999
   1943       479000 - 479499
   1944       479500 - 479999
   1945       480000 - 480999
   1946       481000 - 490000
Second Variation Detective Specials Start   1947       490001 - 493999      .32 NP Introduced
   1948       494000, 510001
   1949       501600-1817 - 515051-9410 - 525001
   1950       542400 - 571499
   1951       571500 - 607399
   1952       607400 - 624849
   1953       624850 - 648899
   1954       648900 - 662649
   1955       662650 - 672049
   1956       672050 - 695399
   1957       695400 - 710599
   1958       710600 - 725599
   1959       725600 - 749999
   1960       750000 - 776399
   1961       776400 - 797499
   1962       797500 - 819499
   1963       819500 - 839499
   1964       839500 - 861499
   1965       861500 - 890799
   1966       890800 , D900101 - 925999
   1967       D926000 - 958499
   1968       D958500 - 994999
   1969       D995000 - D998715, A10000 - A43499
   1970       A43500 - A59999, B01001 - B23000
   1971       B23001 - B49000
Third Variation Detective Specials Start   1972       B49001 - B59999, C01001 - C26000
   1973       C26001 - C60000, F01001 - F08800
   1974       F08801 - F60000, H01001 - H18100
   1975       H18101 - H60000, M01001 - M29600
   1976       M29601 - M51999, 01001M - 19200M
   1977       19201M - 59999M, 01001R - 11700R
   1978       11701R - 59999R, S01001
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,01, 2011, 23:15:35 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:42:40
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #5 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:42:40 »

กำเนิด Smith & Wesson

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ สมิธแอนด์เวสสัน เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ ปี 1850
ทั่วโลกรู้จัก สมิธแอนด์เวสสัน ในฐานะผู้ผลิตปืนชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปืนลูกโม่แบบเปิดโม่ออกด้านข้าง
เหนี่ยวไกยิงได้โดยไม่ต้องง้างนก และแฟนพันธ์แท้ของสมิธฯอาจจะทราบด้วยว่า นาย โฮเรส สมิธ (Horace Smith)
กับ แดเนียล บี. เวสสัน (Daniel B.wesson)ที่เขาเป็นคู่คิดเข้าหุ้นกันก่อตั้งบริษัทในชื่อนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ 1854 นั้น
เป็นคู่คิดออกแบบปืนสั้นคานเหวี่ยงรุ่นแรกที่ตั้งชื่อเหมือนภูเขาไฟว่า โวลแคนิก (Vocanic Lever-Action Pistol)
ที่ต่อมาขายทั้งแบบทั้งโรงงาน(Vocanic Firearms Co.) ให้กับ
โอลิเวอร์ เอฟ. วินเชสเตอร์ (Oliver F. Winchester) ไปพัฒนาเป็นปืนยาวบุกเบิกตะวันตกจนโด่งดังไปอีกทางนึง



Horace Smith


Daniel B. Wesson


Vocanic Lever-Action Pistol


 

 

จากนั้นช่วงปี 1857-1881 เข้าสู่ยุคของปืนลูกโม่แบบ ทิปอัพ (Tip-up-Revolver) ที่หักลำกล้องขึ้นด้านบนเพื่อเปิดโม่ออก
คัดปลอกและบรรจุกระสุน โดยเปลี่ยนเป็นแบบ ท็อปเบรค(Top-Break-Revolver) ที่หักลำกล้องพร้อมโม่ลงด้านล่างและ
ก้านคัดปลอกทำงานแบบอัตโนมัติ ผลิตอยู่ในช่วงปี 1870-1940 โดยลูกโม่แต่ละแบบก็มีโครงเล็กใหญ่ต่างๆกันตามขนาดกระสุนนะครับ

S&W Model One - Third issue revolver - with rare original box & historical attribution to preacher’s wife. - .22 rimfire  (Tip-up-Revolver)



Smith & Wesson - .38 Single Action - pearl gripped 2nd Model, in box. - .38 S&W - 3.25" barrel.(Top-Break-Revolver)



  กว่าที่สมิธฯจะพัฒนาปืนลูกโม่จน ลงตัว มีรูปแบบเหมือนปัจจุบัน ก็ใช้เวลาเกือบ 40 ปีครับ คือเริ่มตั้งแต่ปี 1896 เลิกใช้
วิธีแบบหักโครงปืนขึ้นลง ปรับเปลี่ยนเป็นแบบโครงแข็ง มีบานพับให้พลิกโม่ออกด้านข้างและมีก้านคัดปลอกให้ใช้มือ
กระทุ้งปลอกเปล่าออกจากโม่ครั้งเดียวพร้อมกันหมดทั้งโม่ ซึ่งสมิธฯเรียกปืนลูกโม่แบบนี้ว่า แฮนด์อีเจ็กเตอร์(Hand Ejector)
 ที่แปลว่า คัดปลอกด้วยมือ เนื่องจากแบบเดิมที่หักลำกล้องลงนั้น ก้านคัดปลอกที่ซ่อนอยู่ใต้ลำกล้องจะดันตัวขึ้นมาเองโดยไม่ต้องใช้มือช่วยกระทุ้ง


  ตั้งแต่ปี 1896 จนถึงปี 1957 สมิธฯยังไม่มีรหัสรุ่นของปืนลูกโม่ของตัวเองเป็นตัวเลขครับ มีเพียงรหัสของขนาดโครงปืน
เช่น( M-I-J โครงเล็ก, K โครงกลาง, N โครงใหญ่) โดยตั้งชื่อให้ปืนแต่ละรุ่นตามลักษณะเด่นเช่น มิลิทารี่ แอนด์ โปลิศ (Militaly &Police)
หรือควบขนาดโครง ขนาดกระสุนเข้าไปด้วย เช่น เค-22 มาสเตอร์พีซ (K-22 Masterpiece) เป็นต้น การใช้ตัวเลขรหัส
เริ่มในปี 1957 จนถึงปัจจุบัน ปืนรุ่นไหนที่ขายดีมาก่อนปี 1957 และผลิตต่อเนื่องมาจึงมีทั้งชื่อรุ่นและชื่อรหัสให้เรียกขานกันได้ตามใจชอบ ซึ่งนักนิยมปืน

สมิธฯช่วงสามสิบปีก่อนจะจำกันได้แม่นยำว่ารุ่นไหนมีชื่อควบคู่กันว่าอะไร เช่น Model 19 The Combat Magnum,
Model 27 The .357 Magnum, Model 29 The.44Magnum, Model15CombatMasterpiece, Model 10 Militaly&police เป็นต้น 
 แต่พอนานๆเข้า สมิธฯ ออกรุนใหม่มาเรื่อยๆ ก็ชักจะสับสนครับ เลขรุ่นที่เคยเป็นสองหลัก ก็กลายเป็นสามหลัก
 ต้องมากางตำราดูกันว่าโมเดลเลขนี้ สมิธฯตั้งชื่อรุ่นว่าอะไร เพราะปืนใหม่ที่มีรหัสเป็นตัวเลขแล้วก็ยังมีชื่อกำกับเช่น โมเดล 317 .22แอร์ไลท์ เป็นต้น
   
 ในปี1957 เมื่อ สมิธฯเริ่มกำหนดเลขรหัสโมเดลนั้น ปืนโครงกลาง(K-Frame) ได้เลขรหัส โมเดล10 ถึง 19
ตามด้วยปืนโครงใหญ่ (N-Frame)ได้เลขรหัสโมเดล 20 ไปจนถึงโมเดล 29 แล้วถึงได้ย้อนกลับมาเป็นปืนโครงเล็ก (J-Frame)
ได้เลขรหัส 30 ขึ้นไปจนถึง 38 มีตัวแทรกเป็น โมเดล 39 ซึ่งเป็นปืนออโต้ 9 มม.แบบดับเบิล/ซิงเกิล
กระบอกแรกของอเมริกาครับ นี่ว่ากันแค่ในจุดแรกที่เริ่มตั้งระบบรหัสตัวเลขนะครับ หลังจากนั้นแล้วรุ่นที่ออกต่อๆมา
ก็ได้เลขใหม่โดยไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้ว่าเป็นโครงขนาดไหน
   
ท่านที่ติดตามกระทู้นี้ที่เป็นแฟนพันธ์แท้ของโคลท์ คงจำกันได้ว่าโคลท์จะใช้โมเดลของปืนเป็นตัวกำหนด
คอนเซปท์ของปืนแต่ละประเภท ต่างจากสมิธฯที่ในปืนโมเดลเดียวจะมีเวอร์ชั่นต่างๆมากมาย อย่างเช่น
ปืนสมิธฯ รุ่น MP ( Model 10) จะมีลำกล้องตั้งแต่ 2นิ้วขึ้นไปจนถึง 6นิ้ว เหล็กหนักหรือเหล็กเบา ด้ามกลมมน
หรือ ด้ามเหลี่ยม สมิธฯมีครบหมด

ส่วนโคลท์จะตั้งชื่อตามหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปืน เช่น ทหารบก ทหารเรือ ผู้รักษากฏหมาย
 ตำรวจตะเวนชายแดน นักสืบ นายแบ็งค์ นักบิน เจ้าหน้าที่สื่อสาร สายลับ หรือแม้กระทั่ง  สัตว์เลื้อยคลาน ตระกูลงูอีกฝูงใหญ่ เป็นต้น
    
ขอเล่าย้อนกลับไปในยุคเริ่มแรกของ สมิธแอนด์เวสสัน ตอนนั้นทั้งคุณฮอเรส สมิท และคุณ
แดเนียล บี. เวสสัน ต่างก็ใช้ปืนโคลท์ด้วยกันทั้งคู่และช่วยกันคิดอ่านพัฒนาปืนลูกโม่ให้ดีกว่าปืนโคลท์
 แต่เก็บเงียบไว้ในใจ รอเวลาให้ สิทธิบัตรของปืนลูกโม่โคลท์ที่จะหมดอายุลงในปี ค.ศ 1856 คือปืนลูกโม่
ที่โคลท์ใช้เป็นแบบยื่นจด สิทธิบัตร นั้นเป็นปืนแก๊ปครับ

แต่เมื่อเทียบกับปืนแก๊ปธรรมดาในสมัยนั้นก็นับว่าเยี่ยมแล้วเพราะยิงซ้ำได้รวดเร็วตั้งหลายนัด แต่
สมิธฯ มี นวัตกรรมใหม่ คือกระสุนแบบที่มีปลอกโลหะ ที่หน้าตาคล้ายๆกับกระสุน .22 ชอร์ตในปัจจุบันนี้
และกระสุนนี้ได้เข้าไปขายในอเมริกา ในปี ค.ศ 1850 ปรากฏว่าคุณ โรลลิน ไวท์ (Rollin White)
 เจ้าของโรงงานผลิตจักรเย็บผ้า ได้เกิดแนวความคิดที่จะนำกระสุนแบบนี้ไปใช่กับปืนลูกโม่จึงได้นำ
แนวคิดนี้ไปต่อยอดจดทะเบียนสิทธิบัตร (จดเฉพาะการเอาไปใช้กับปืนลูกโม่) แล้วเอาสิทธิบัตรไปเสนอ
 แซมมวล โคลท์ แต่โคลท์ไม่สนใจ สมิธฯก็เลยคว้าไปแทน เพราะตอนนั้นยังมีแต่ปืนสั้นแบบคานเหวี่ยง
ที่ตั้งชื่อเสียหน้ากลัวว่า ปืนภูเขาไฟ (Vocanic) และเมื่อสิทธิบัตรของโคลท์หมดลง สมิธฯก็เลยทำปืนลูกโม่
ออกมาขายบ้าง โดยใช้กระสุนแบบมีปลอกตามสิทธิบัตรของ โรลลิน ไวท์  หน้าตาของปืน สมิธฯ โมเดล 1 คือภาพด้านล่างครับ

S&W Model One - Third issue revolver - with rare original box & historical attribution to preacher’s wife. - .22 rimfire  (Tip-up-Revolver)





 

 

 

 

 



    ปืนลูกโม่ของสมิธฯ(โมเดล1) ต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการอาวุธปืนสมัยนั้นเพราะเป็น
ปืนแบบแรกที่ใช้กระสุนแบบมีปลอก ส่วนโคลท์ก็โจมตีทางหน้าประตูว่ากระสุนแบบมีปลอกของสมิธฯไม่ปลอดภัย
 ส่วนทางด้านหลังบ้านก็รีบผลิตคอนเวอร์ชั่นออกมาขาย เพื่อให้ปืน โคลท์ดรากูน ของตัวเองสามารถ
ใช้กระสุนแบบมีปลอกได้ (สอดเข้าไปทางหน้าช่องโม่) ซึ่งได้รับความนิยมในแถบชายแดน
เพราะปืนของโคลท์ใช้กระสุนได้ทั้ง 2แบบ ถ้าเข้ามาในเมืองใหญ่ซื้อกระสุนแบบมีปลอกได้ก็ใช้ไป
แต่ถ้ากระสุนขาดมือก็ยังกรอกดินปืนแบบ แค็บแอนด์บอล เหมือนเดิมได้
  
 ในระหว่าที่สมิธฯ ทำปืนโมเดล 1 ขายก็ซุ่มพัฒนาปืนรุ่นใหม่ไปด้วย และเมื่อสิทธิบัตรของ โรลลิน ไวท์
 หมดลงใน ค.ศ 1872 สมิธฯก็นำปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุน .44 แบบชนวนกลาง ซึ่งเป็นปืนแบบหักคอลง
 (Top-Break) โดยย้ายตัวล็อคมาไว้ด้านบนหน้านกสับ ส่วนบานพับย้ายจากด้านบนลงมาด้านล่างหน้าโม่
เมื่อเปิดลำกล้องชี้ลงล่างปืนจะคัดปลอกออกอัตโนมัติ บรรจุกระสุนชุดใหม่ได้รวดเร็วที่ สมิธฯแอบพัฒนาไว้
ออกวางตลาดทันทีแบบที่ทำให้คู่แข่งอย่างโคลท์ตั้งตัวแทบไม่ทัน  และกลายเป็นปืนที่ได้รับความนิยมมาก
บิลล์ โคดี้ ได้นำปืน สมิธฯ รุ่นนี้ไปล่าสัตว์กับท่าน Grand Duke ของรัสเซียซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็น คอมมิวนิสต์
ปรากฏว่าท่านดยุคแห่งรัสเซีย พอใจปืนรุ่นนี้มาก สั่งซื้อล็อตใหญ่ ซึ่งทำให้ บริษัท สมิธแอนด์เวสสัน ตั้งตัวได้มาจนถึงทุกวันนี้ครับ

   ปี ค.ศ 1875 สมิธฯกำลังเพลิดเพลินกับการขายปืน .44 ให้กับกองทัพรัสเซียจนนับเงินแทบไม่ทัน
พอสมิธฯกลับจากการดูแลลูกค้าที่รัสเซีย มาถึงอเมริกา ก็ต้องตาเหลือก เมื่อเห็นทั้งทหารและคาวบอยอเมริกัน
พากันคาดปืน โคลท์ SAA.45 กันเต็มบ้านเต็มเมือง ดังนั้น สมิธฯจึงได้พัฒนาปืน นัมเบอร์3ของตัวเองขึ้นมาเป็น
 ปืนลูกโม่ สโคฟิลด์ ขนาด .45S&W ซึ่งเป็นปืน ซิงเกิลแอ็คชั่นแบบหักลำ กลไก ไม่แข็งแรงเท่ากับโคลท์ SAA
จึงต้องใช้อานุภาพของกระสุนต่ำกว่า .45โคลท์ ที่เรียกว่า .45S&W ใช้ปลอกยาว 1.1 นิ้ว (.45โคลท์ 1.29นิ้ว)
ชาร์จดินดำ 28เกรน ส่งกระสุนหัวตะกั่ว250เกรน ได้ความเร็ว 710ฟุต/วินาที เป็นที่รู้ๆกันว่าปืนโคลท์สามารถยิง
กระสุนของสมิธฯได้แต่ปืนสมิธฯจะไม่สามารถยิงกระสุนของปืนโคลท์ได้ ซึ่งจริงๆก็ยัดไม่เข้าอยู่แล้วเพราะกระสุนของ
โคลท์ปลอกยาวกว่าของสมิธฯ

 แต่กองทัพสหรัฐฯ ก็รับเอาปืนและกระสุนนี้เข้าประจำการทันที เพราะเห็นว่าถึงกระสุนจะมีอานุภาพต่ำกว่าโคลท์
 แต่ก็บรรจุกระสุนชุดใหม่ได้เร็วกว่าโคลท์ SAA นอกจากนั้นยังเปลี่ยนกระสุนขนาด .45 โคลท์ทั้งหมด
ให้เป็นขนาด .45S&W จ่ายให้กับหน่วยทหารที่ใช้ โคลท์ SAA เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง

ข้างล่างคือ ปืน สมิธฯ โมเดล 3 ขนาด .44 รัสเซียน ที่ขายให้รัสเซียเอาไปประจำการในกองทัพ
This single action Imperial Russian Tula Arsenal-made Smith & Wesson Third Model, also known as the Model 1880, is dated 1893 on top of the barrel. This was Russian Imperial Army officers' revolver from the late 1870s until 1895, when it was replaced by the less-potent, but lighter and smaller double-action Nagant revolver.
Frame is stamped with a Russian Army acceptance mark, consisting of a Romanov eagle and a cyrillic ‘PK’. PK stands for Prijomnaja Komissija or Acceptance Commission.

The gun has been professionally re-blued. Serial number on the frame is 26381, serial number on the cylinder is 26722. Action is nice and crisp, bore has pitted in several spots, otherwise the bore is quite sharp and shiny. A scarce Russian S&W, chambered in the powerful .44 Russian, of course!




 

 

 



 

 

 

 

 


ข้างล่างคือปืนลูกโม่ สมิธฯ โมเดล 3 ทั้งแบบ รัสเซียนโมเดล และแบบ สโคฟิลด์โมเดล
Model 3 refers to the large frame S&W top-break revolvers, manufactured 1870-1898, and includes Americans, Russian Models, Schofields (as used by the U.S. Cavalry in the Indian Wars), the New Model Number Three (and related models, such as the unusual Revolving Rifle), and the .44 Double Action (and related models)



 

 



 

ส่วนปืนลูกโม่แบบดับเบิลแอ็คชั่นที่พัฒนาต่อมานั้น  แฟนพันธ์แท้ของ สมิธแอนด์เวสสัน ในที่นี้
คงได้ติดตามกันต่อไปอีกครับ ยิ้มยิงฟัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,01, 2011, 23:26:07 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:43:41
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #6 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:43:41 »

ปีเกิดและรายละเอียด สมิทฯ 686.


686 no dash, 1980, introduced model
686-1, 1986, radius stud package, floating hand
686-2, 1987, changed hammer nose, bushing and associated parts
686-3, 1988, new yoke retention system
686-4, 1993, change rear sight leaf, drill and tap frame, change extractor, hogue grips
686-5, 1997, change frame design to eliminate cylinder stop stud, eleminate serrated tangs, change to MIM hammer with floating firing pin, change to MIM trigger, change internal lockwork
686-6, 2001, internal lock
686-7, 2002, Performance Center variation in 38 Super









 


 






 














 

 



 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30,01, 2011, 11:30:06 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:44:34
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #7 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:44:34 »

SMITH & WESSON MOD. 10-5





 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15,01, 2011, 23:13:50 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
03,01, 2011, 23:48:31
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #8 เมื่อ: 03,01, 2011, 23:48:31 »

SMITH & WESSON



รูปแบบโครงปืนครับ




ในภาพที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นขนาดโครงปืนหลักๆที่ยังผลิตอยู่ในปัจจุบันของสมิธฯ  ที่เห็นในภาพเป็นยุคเก่า
 ยุคใหม่ๆโครงด้ามเป็น ราวน์บัท คือ กลมมน แทนด้ามเหลี่ยม (สแควร์บัท)แบบเดิมไปเกือบหมด และบางโมเดลเลิกทำไปแล้วก็มี

พัฒนามาใหม่ ใหญ่ที่สุดคือโครง X  Model 500 Magnum แต่เกินข้อกำหนดของกฏหมายบ้านเราที่จะอนุญาตให้มีและใช้
ส่วนยุคที่กำหนดเลขโมเดลปืนในปี 1957 จนถึงปัจจุบัน ได้เลขโมเดลหลักๆพอสรุปได้ดังนี้ครับ

ใหญ่                       โครง N  Model 20-29 ฯลฯ
กลางกรอบโม่หนาขึ้น------ L  Model  581,681 -586,686 ฯลฯ  พัฒนาขึ้นประมาณช่วงปี 1980
กลาง------------------------ K  Model 10-19  ฯลฯ
เล็ก  ------------------------ J   Model 30-38  ฯลฯ

ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเหล็กดำ ที่ผลิตด้วยสแตนเลสสมิธฯกำหนดเลขโมเดลปืนให้มีเลข 6 นำหน้า เช่น 60-681-686 ฯลฯ เป็นต้น
ยังมีปืนบางโมเดลใช้โครงแตกต่างไปจากนี้แต่เลิกทำไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้องไปจำให้เวียนหัวหรอกครับ
จะจำโครงปืนปืนสมิธไม่ให้สับสน ให้จำเลขโมเดลปืนก่อน จะง่ายกว่าจำขนาดกระสุนครับ
ส่วนปืนลูกโม่ของโคลท์หรืออื่นๆ ใช้ชื่อเรียกโครงปืนแตกต่างกันไปอีกครับ   ตอบคร่าวๆแค่นี้ก่อนนะครับ



สมิทโครง K และโครง J ลำกล้อง 2 นิ้วเดิมๆ ยุดแรกจะมีด้ามเป็น สแควร์บัทครับ

แต่มีข้อยกเว้นบางปีนะครับ สมิทโครง J มีด้ามเป็น ราวด์บัทในรุ่น M 36 ลำฯ 2 นิ้ว.

ซึ่งเป็นช่วงปีเดียวกันที่มีการผลิต M 60 ซึ่งเป็นสแตนเลส มีด้ามราวด์บัทเท่านั้น

ส่วน M 36 ลำฯ 3 นิ้ว จะมีด้ามเป็นแบบสแควร์บัทในยุคแรก มาเปลี่ยนด้ามเป็น ราวด์บัทในยุคหลังๆ






เลขหมายประจำปืน และปีเกิดปืนลูกโม่ สมิธแอนด์เวสสัน


เลขปืน+ปีเกิด ลูกโม่สมิทโครง เค ( K. Freme ) ครับ....

Post-War S Series K Frames:


S811,120 – S999,999…….1946 – 48

C Series K Frames: (Fixed Sight Models)


C1 - C233,999………….....1948 – 52
C236,004 – C261,483…….1953
C277,555 – C314,031….…1954 – 56
C402,924 – C405,018…….1957
C405,019 – C429,740…..1958 – 59
C429,741 – C474,148…….1960
C474,149 – C622,699…….1961 – 62
C622,700 – C810,532…….1963 – 65
C810,533 – C999,999…..1966 – 67

D Series K Frames: (Fixed Sight Models)

D1 – D90,000…………….....1968
D90,001 – D330,000……..1969 -70
D330,001 – D420,000………1971 – Early 72
D420,001 – D510,000………Late 1972 – Early 73
D510,001 – D659,901………Late 1973 – Early 1974
D659.902 – D75000………..Late 1974 – Early 1975
D750,001 – D870,000………Late 1975 – Early 1976
D870,001 – D999,999………Late 1976 – Early 1977
2D00001 - 2D80,000……….1977
2D80,001 – 2D99,999………1978
4D00001 – 6D10,000……….1979
6D10,0001 – 7D10,000……1980
7D10,001 – 9D44,500…..1981
9D44,501 – 17D8,900………1982
17D8,901 – 21D0883……….1983

K Series K Frames (Adjustable Sight Models)

K101 – K614……………......1946
K615 – K18,731…………....1947
K18,732 – K73,121……..…1948
K73,122 – K84,149……..…1949
K84,150 – K104,047…...1950
K104,048 – K136,690...1951
K136,691 – K175,637...1952
K175,638 – K210,095...1953
K210,096 – K231,255...1954
K231,256 – K266,154...1955
K266,155 – K288,988...1956
K288,989 – K317,822...1957
K317,823 – K350,547...1958
K350,548 – K386,804...1959
K386,805 – K429,894...1960
K429,895 – K468,098...1961
K468,099 – K515,478...1962
K515,479 – K553,999....1963
K555,000 – K605.877....1964
K605,878 – K658.986....1965
K658,987 – K715,996....1966
K715,997 – K779.162....1967
K779,163 – K848,781....1968
K848,782 – K946,391....1969
K946,382 – K999,999....1970
1K1 – 1K39,500.........1970
2K1 – 2K22.037.........1970
1K39,501 – 1K999,999...1971
2K22,038 – 2K55,996....1971
3K1 – 3K73,962.........1971
2K55,997 – 2K99,999....1972
3K31,280 – 5K6,616.....1972
4K1 – 4K1,627..........1972
4K1,628 – 4K54,104.....1973
5K6,617 – 5K73,962.....1973
4K54,105 – 4K99,999....1974
5K73,963 – 6K58,917....1974
7K1 – 7K26,043.........1974
7K26,044 – 7K70,577....1975
6K98,918 – 8K20,763....1975
8K20,764 – 9K1.........1975
8K20,000 – 9K100,000...1975
9K1,001 – 9K99,999.....1976
10K001 – 24K9,999......1977
25K001 – 56K9,999......1978 – 79
57K001 – 91K6,800......1980
91K6,801 – 124K000.....1981
125K000 – 269K9,999....1982
270K000 – 311K273......1983

1980 Three-Letter Prefix Series Begins at AAA

------------------------------------------------------------------------------------

เลขปืน + ปีเกิด ปืนลูกโม่สมิท โครง เอ็น ( N. Frame ) ครับ...

          Pre-War N frame.

      Year / Beginning Serial


1908….. 1-------------1926….. 25000
1909….. 2050----------1927….. 28500
1910….. 5000----------1928….. 29500
1911….. 7050----------1929….. 30000
1912….. 9100----------1930….. 34000
1913….. 11150---------1931….. 36000
1914….. 13200---------1932….. 38375
1915….. 15250---------1933….. 41200
1916….. 15500---------1934….. 43350
1917….. 16000---------1935….. 45500
1918-1919 None--------1936….. 47200
1920….. 16200---------1937….. 48700
1921….. 16300---------1938….. 52000
1922….. 18400---------1939….. 57200
1923….. 19600---------1940….. 59000
1924….. 20800---------1941….. 62350
1925….. 22000---------1942-1945 None

Post-War S Series N frames:

S62,489 – S67,999……..1946 - Early 1947
S68,000 – S71,999……….Late 1947 – Early 1948
S72,000 – S72,499……….Late 1948 - Early 1949
S72,500 – S74,999……….Late 1949 – Early 1950
S75,000 – S80,499……….Late 1950 – Early 1951
S80,500 – S85,999……….Late 1952 – Early 1952
S86,000 – S94,999…….…Late 1952 – Early 1953
S95,000 – S102,999…….Late 1953 – Early 1954
S103,000 – S139,999……Late 1954 – Early 1955*
S140,000 – S149,999….Late 1955 – Early 1956
S150,000 – S175,999……Late 1956 – Early 1957
S176,000 – S181,999……Late 1957 – Early 1958
S182,000 – S194,499……Late 1958 – Early 1959
S194,500 – S206.999……Late 1959 – Early 1960
S207,000 – S219,999……Late 1960 – Early 1961
S220,000 – S227,999……Late 1961 – Early 1962
S228,000 – S231,999……Late 1962 – Early 1963
S232,000 – S235.999……Late 1963 – Early 1964
S236,000 – S257,999……Late 1964 – Early 1965
S258,000 – S261,999……Late 1965 – Early 1966
S262,000 – S289,999……Late 1966 – Early 1967
S290,000 – S304,999……Late 1967 – Early 1968
S305,000 – S329,999……Late 1968 – Early 1969
S330,000 – S333,454……Late 1969 – Early 1970


N Series N Frames:

N1 – N60,000………….......1970-72
N60,001 – N 190,000…...1972-74
N190,001 – N430,000…...1975 – 77
N430.001 – N 550,000…..1978
N550,001 – N580,000….. 1979
N580,001 – N790,000…...1980
N790,001 – N932,999...…1980-83




 








 







For the model 60 J frame  SN's ran from R30001 in 1970 to R99999 in 1973.

เลขปืนสมิธโครง J ครับ




เลขปืน สมิทฯ โมเดล 31 เฟรม I - J.




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13,01, 2011, 21:11:29 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
04,01, 2011, 00:03:11
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #9 เมื่อ: 04,01, 2011, 00:03:11 »


เสือตัวที่ 3   Sturm,Ruger And Company.1949


William B. Ruger


เมื่อปี ค.ศ 2002 หรือปี พ.ศ 2545 ที่ผ่านมา วงการอาวุธปืนได้สูญเสีย บิลล์ รูเกอร์ 1ใน2 ผู้ก่อตั้งโรงงานรูเกอร์ไปอีกคนนึง
ซึ่งต้องนับได้ว่าเป็นอันจบตำนานของคู่หูแห่งวงการผู้ผลิตอาวุธปืนรายใหญ่ของอเมริกา ซึ่งก่อตั้ง บ.สเติร์ม-รูเกอร์
เมื่อปี ค.ศ 1949 ด้วยเงินทุนเพียง 5หมื่นเหรียญสหรัฐฯ

 บิลล์ รูเกอร์ หรือชื่อเต็มๆว่า William B. Ruger แต่ธรรมเนียมฝรั่งจะนิยมเรียกชื่อสั้นๆคล้ายๆคนไทยเราตั้งชื่อเล่นกัน
เช่น วิลเลี่ยม คลินตัน หรือ วิลเลี่ยม รูเกอร์ ก็เหลือแค่ บิลล์   ริชาร์ด กลายเป็น ดิ๊ก ผู้ใหญ่ จอห์น
กลายเป็น ผู้ใหญ่ แจ๊ค เจมส์เป็นจิมบ้างจิมมี่บ้าง หรือ อเล็กซานเดอร์ สเติร์ม ก็เหลือแค่ อัล สเติร์ม อะไรทำนองนี้

บิลล์  รูเกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย 1916 เป็นคนที่สนใจเรื่องกลไกการทำงานของอาวุธปืนมาตั้งแต่เด็ก
ในระหว่างสงครามโลกคร้งที่ 2 บิลล์ รูเกอร์ ไม่ได้เป็นทหารโดยตรง แต่ได้รับใช้ชาติด้วยการเข้าทำงานในโรงงานผลิต
อวป.ส่งให้กองทัพและหลังสงคราม รูเกอร์ จึงได้เริ่มประกอบธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนเครื่องมือกล
ขนาดเล็กแบบที่ต้องการความปราณีตสูง ในช่วงนี้เองความที่เป็นคนที่รักปืน รูเกอร์ได้ออกแบบปืนสั้นออโต้ใช้กระสุน
ลูกกรดขึ้นมาแบบหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นปืน รูเกอร์ มาร์ค-1 ซึ่งเป็นปืนยิงเล่นๆ เพื่อสันทนาการ ที่ไปๆมาๆ
กลายเป็นปืนยิงเล่น+ยิงจริง แบบ มาร์ค-2 -3 ขายดีต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้


ตอนที่ออกแบบปืนออโต้ มาร์ค-1 เสร็จ รูเกอร์ยังไม่มีโอกาสผลิตปืนออกมาขาย เนื่องจากยังขาดความรู้และ
ประสบกาณ์ในธุรกิจขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือยังไม่มีเงินทุน ซึ่งตรงนี้เองทำให้เกิดเป็น สเติร์ม-รูเกอร์
 ขึ้นมาในวงการอาวุธปืน โดย บิลล์ รูเกอร์ จับมือกับ  อเล็กซานเดอร์ เอ็ม. สเติร์ม (Alexander M. Sturm)
ตั้งบริษัท สเติร์ม รูเกอร์ แอนด์ คัมปะนี ขึ้นในปี ค.ศ 1949 และบริษัทนี้เปิดตัวด้วยการผลิตปืนออโต้
 รูเกอร์มาร์ค-1 ออกมาวางตลาดเมื่อปลายปีนั้นเอง ราคาขายดูเหมือนจะเป็น 37.50 เหรียญฯ
รูเกอร์ทำปืนรุ่น มาร์ค -1 ขายอยู่สามสิบกว่าปีจนถึงปี 1981 จากนั้นก็ปรับปรุงขึ้นมาเป็นรุ่น มาร์ค-2-3 และทำขายต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

Alexander M. Sturm









  รูเกอร์ เก่งเรื่องออกแบบปืน ส่วน สเติร์ม นอกจากเก่งในด้านบริหารธุรกิจแล้วยังมีหัวศิลปะอีกด้วย
โดย สเติร์มเป็นผู้ออกแบบตราหรือโลโก้ของรูเกอร์ที่เป็นรูปนกอินทรี แบบที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ในระยะแรกทีเดียว
โลโก้นกอินทรีนี้ยังเป็นสีแดงสดใส แต่หลังจากที่ สเติร์ม เสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1951 รูเกอร์ สั่งเปลี่ยนสีของ โลโก้
ให้เป็นสีดำเพื่อไว้อาลัยให้กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเพื่อนคู่หู
 
นอกจากปืนลูกกรดออโต้แล้ว ปืนพกที่ทำชื่อเสียง+เงินให้กับรูเกอร์มากที่สุดอีกแบบนึงคือ ปืนลูกโม่แบบซิงเกิลแอ็คชั่น
 เรื่องนี้ถ้าโคลท์ไม่ละเลยตลาดปืนลูกโม่แบบนี้และยังทำปืนโคลท์ซิงเกิลแอ็คชั่น ผลิตขายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
อย่างต่อเนื่อง โคลท์อาจไม่ล้มลุกคลุกคลานแบบปัจจุบัน การที่ไปมองแต่ตลาดปืนทหารทำให้โคลท์ลืมไปว่า
คนอเมริกันและประเทศอื่นๆ ยังมีความต้องการปืนลูกโม่แบบซิงเกิลแอ็คชั่นนี้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการมองการตลาด
แบบผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยของลูกหลานหรือผู้บริหารของ นาย แซมมวล โคลท์ในยุคนั้น  รูเกอร์ เปิดตัวปืน
ลูกโม่ซิงเกิลแอ็คชั่น ด้วย ซิงเกิลซิกส์โมเดล ขนาด .22 ในปี 1953 ซึ่งก็เป็นปืน ยิงเล่นๆ อีกนั่นแหละ
 แต่เป็นปืนที่ขายดิบขายดีจากปี 1953 มาจนเท่าทุกวันนี้

Ruger - Super Single Six - convertible revolver, with box - .22 LR & Mag. - 5.5" barrel. -





 รูเกอร์ซิงเกิลแอ็คชั่นยุคแรกๆ จะทำรูปร่างและมีระบบการใช้งานเหมือนกับ โคลท์SAA ทุกอย่าง เพียงแต่ดัดแปลงกลไก
ภายในหลายๆชิ้นให้มีต้นทุนการผลิตต่ำลง แล้วก็ได้ตัวปืนที่แข็งแรงขึ้น เราๆท่านๆ เรียกปืนซิงเกิลแอ็คชั่นของ
 รูเกอร์ ยุคแรกนี้ว่า โอลด์โมเดล (OLD MODEL)

 แต่หลังจากที่รูเกอร์ได้ดัดแปลงปืนซิงเกิลแอ็คชั่นทุกแบบของตัวเอง ไปเป็นแบบ นิวโมเดล (NEW MODEL)
ทำให้ปืนรุ่น นิวโมเดล นี้มีวิธีการใช้งานแตกต่างไปจากปืน ซิงเกิลแอ็คชั่นของเดิมอย่างสิ้นเชิง
คือ  ระบบกลไกของโคลท์SAA ดั้งเดิมจริงๆ นกปืนจะมีแค่ 3 จังหวะ คือลดชิดโครงปืน  ง้างครึ่งทาง-
เพื่อคัดปลอกและบรรจุใหม่ และง้างเต็มที่สุดทาง เพื่อยิง
 
ในจังหวะง้างครึ่งทาง ลูกโม่จะหมุนมาครึ่งช่องและกระเดื่องล็อคโม่จะลดตัวลงต่ำเพื่อให้เราหมุนโม่
.ไปได้เรื่อยๆเพื่อคัดปลอกกระสุนและบรรจุใหม่ ส่วนจังหวะง้างเต็มที่จะเหมือนกับปืนลูกโม่สมัยใหม่ก็คือ
ลูกโม่จะหมุนต่อไปจนกระทั่งเอากระสุนมาตรงกับท้ายลำกล้องและล็อกโม่ไว้แน่น

ส่วนในจังหวะที่นกลดสุดชิดโครงนั้น เข็มแทงชนวนจะจ่ออยู่ที่ท้ายปลอกกระสุน ถ้าปืนตกพื้น และ
เอาหงอนนกลงพื้นก็อาจจะทำให้ปืนลั่นออกไปได้ ดังนั้น คาวบอย บางคนจึงนิยมบรรจุกระสุนไว้แค่ 5 นัด
 หรือถ้าใช้กระสุนขนาดเล็กอย่าง .38 หรือ 32-20WCF  ซึ่งในระหว่างช่องโม่ก็จะมีที่ว่างเหลืออยู่พอที่
จะจัดให้ปลายเข็มแทงชนวนมาซุกอยู่ได้ ก็อาจจะใช้วิธีลดนกให้เข็มแทงชนวนมาอยู่ระหว่างจานท้ายกระสุน
เพื่อความปลอดภัย แต่เราจะทำแบบนี้กับกระสุนขนาด 44-40WCF หรือ .45 Colt ไม่ได้
เพราะจานท้ายจะเบียดชิดติดกันจนไม่มีช่องว่าง ดังนั้น ในระยะหลังโคลท์จึงได้เพิ่มจังหวะเซฟให้อีกจังหวะนึง
เพื่อเป็นการดึงเข็มแทงชนวนให้ถอยห่างออกมาจากจานท้ายกระสุน

  
รูเกอร์ซิงเกิลซิกส์ กับ แบล็กฮอว์ก และซูเปอร์แบล็กฮอว์ก รุ่นแรก [OLD MODEL]จะมีกลไกระบบใช้งานแบบเดียวกับโคลท์ SAA
คือนกปืนมีจังหวะลดสุด  จังหวะเซฟ จังหวะฮาล์ฟค็อคเพื่อคัดปลอกและบรรจุกระสุนชุดใหม่ และง้างสุดเตรียมยิง
เพียงแต่ รูเกอร์ ลดต้นทุนให้ต่ำลง เช่น ใช้เข็มแทงชนวนฝังไว้ที่โครงปืน ใช้เมนสปริงนกสับเป็นแบบขดลวดแทนแหนบแผ่น
 นอกจากนั้น รูเกอร์ยังนำแหนบขดลวดมาใช้กับกลไกภายในอีกหลายชิ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง แต่ส่วนที่ดีอีกอย่างนึงของ รูเกอร์ก็คือ
ทำโครงปืนให้แข็งแรงกว่าโคลท์ และการใช้น้ำยาล็อคเกลียวกับสกรูยึดโครงปืนเพื่อป้องกันการคลายตัวแบบที่เกิดกับปืโคลท์SAA
  
 สำหรับ รูเกอร์แบบนิวโมเดล [NEW MODEL]ที่พัฒนาขึ้นใหม่ในปี 1973 ได้ปรับปรุงระบบกลไกของชุดลั่นไกโดยตัดจังหวะ
นกปืนเหลือแค่ 2 จังหวะไม่ต้องมีจังหวะเซฟ เพราะใช้ทรานสเฟอร์บาร์แทน และจังหวะง้างครึ่งทาง ก็ตัดออกไป
 โดยใช้การง้างประตูบรรจุกระสุนเป็นการสั่งให้กระเดื่องล็อคโม่ลดตัวลงไป จะได้หมุนลูกโม่ได้รอบตัว
ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ผมเห็นจะชอบ รูเกอร์แบบ OLD MODEL รุ่นเก่ามากกว่าแบบ NEW MODEL
ตรงที่นิวโมเดลเสียเอกลักษณ์ของปืนแบบ ซิงเกิลแอ็คชั่นดั้งเดิม นอกจากนั้นก็คือ ปืนนิวโมเดล
 ยังถอดประกอบยากกว่าปืนซิงเกิลแอ็คชั่นแบบอื่นๆอีกด้วย

 ขอกล่าวย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษแห่งปี 1920-1929 เอลเมอร์ คีธ ได้ร่วมมือกับ
ฮาร์โรลด์ คร็อฟท์  เจ.ดี. โอเมียรา และ อาร์.เอฟ เซ็ดจ์ลี่ย์ ช่วยกันทำสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น ปืนลูกโม่ชั้นเลิศขึ้นมา
เพราะว่า คร็อฟท์ กำลังทดลองแต่งปืนลูกโม่โคลท์SAA ทั้งรุ่น บิสลี่ย์ โมเดลและรุ่นธรรมดา ให้เป็นปืนคัสต้อมอยู่แล้ว
 และให้หมายเลขปืนลูกโม่ SAA ที่แต่งพิเศษของเขาว่า เบอร์ 1-2-3 และ 4 แล้ว คีธ ก็ให้หมายเลขปืนที่สร้างขึ้นใหม่
อีกกระบอกเป็น หมายเลขที่ 5 [No.5 single Action] ปืนต้นแบบของคีธ ใช้กระสุน .45ลองโคลท์ ที่อัดดินปืนแบบสุดๆ
เหตุเพราะ คีธ อยากได้กระสุนแบบใหม่ที่แรงกว่ากระสุนปืนลูกโม่ในยุคนั้นทั้งหมด ผลปรากฏว่า
ปืนต้นแบบของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆจากการทดลองยิงในครั้งนั้น

   คีธ จึงหันมาหาปลอกกระสุนขนาด .44 สเปเชียล เพราะเห็นว่ามีขนาดเล็กกว่า .45 โคลท์ทำให้ได้ผนังลูกโม่ที่หนา
ขึ้นเพียงพอที่ปืนลูกโม่ยุคนั้นจะทนได้ กับกระสุนในอุดมคติของเขา

ในที่สุด บริษัท เรมิงตันฯ กับสมิธแอนด์เวสสัน ก็ขานรับกระสุนแบบใหม่ของ คีธ โดยได้ผลิตกระสุนและปืนลูกโม่
โมเดล ใหม่เอี่ยมอ่อง ต้นตำรับปืนโตที่สวยงามออกมาในตอนห้วงปี ค.ศ 1955


      รูเกอร์ จับตาเพ่งมองอยู่ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ

ในช่วงเวลานั้น บริษัทค่อนข้างใหม่อย่าง สเติร์มรูเกอร์ มีปืนลูกโม่แบบซิงเกิลแอ็คชั่น ชนวนริมขนาด .22
และชนวนกลางขนาด .357 แม็กนั่ม โมเดลแบล็กฮอว์ค อยู่แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่า บิลล์  รูเกอร์
ชายตามองปืนโคลท์SAA เบอร์ 5 รวมทั้งกระสุน .44 แบบใหม่ ของคีธ อย่างไม่วางตา  แต่โครงร่างของกระสุน .44แบบใหม่
ได้รับการปกปิดมิดชิดจากทั้งทาง เรมิงตัน และ สมิธแอนด์เวสสัน  อย่างไรก็ตาม บิลล์ รูเกอร์ ก็ได้พยายามหาข้อมูล
 ปืนและกระสุนแบบใหม่นี้อย่างสุดกำลัง  เรื่องนี้มีข่าวออกมาหลายกระแส บ้างก็ว่า คนงานของรูเกอร์ไปพบกระสุน
.44แบบใหม่ 2-3นัด อยู่ในถังขยะด้านหลังของโรงงานเรมิงตัน บ้างก็ว่าคนงานเรมิงตันแอบมอบกระสุนถุงนึงให้กับ บิลล์ รูเกอร์
อย่างลับๆ และยังมีกระแสหนึ่งว่า มีชายคนนึงแวะไปที่ สำนักงานของ รูเกอร์ พร้อมปลอกเปล่าของกระสุนลึกลับ 5 ปลอก
ที่ประทับตราไว้ตรงจานท้ายกระสุนว่า .44 MAG.

ไม่ว่าเรื่องจริงๆจะเป็นอย่างไร ความคิดอันเป็น อัจฉริยะ ก็ผุดขึ้นในสมองของ บิลล์ รูเกอร์
เขาไม่เพียงแต่จัดให้มีการสร้างปืนลูกโม่ แบล็คฮอว์ก .44แม็กนั่ม ขึ้นมาเท่านั้น  แต่เขาได้นำมันออกมาวางขาย
ก่อนที่ สมิธแอนด์เวสสัน จะส่งปืนลูกโม่ลำกล้องโต แบบใหม่ที่ให้ชื่อว่าThe 44 Magnum ออกมาวางจำหน่ายในตลาดเสียอีก.

Ruger Old model blackhawk .44 magnum


 

 



 

Ruger New model blachawk .357 Magnum



 




It is a Ruger New Model Blackhawk in .357 Magnum with an interchangeable cylinder in 9mm.  It was made in 1976 and has the "MADE IN THE 200TH YEAR OF AMERICAN LIBERTY" rollmark on the barrel.  It is in almost new condition and as far as I can tell, the 9mm cylinder had not been in the gun since it left the factory up until last night.



...Ruger single actions family .....
Blackhawk 5 1/2" blued 45 Colt
Blackhawk 6 1/2" blued 41 mag
Blackhawk 4 5/8" blued .357 mag (old model)
Blackhawk 4 5/8" blued .357 mag (50th ann model)
Blackhawk 7 1/2" blued .30 carbine
Bisley 7 1/2" blued .357 mag
Bisley 7 1/2" blued .41 mag
SBH 4" ss .44 mag (was 10 1/2" cut to 4" and roundbutted)
SBH Hunter 7 1/2" 45 Colt
Single Six 5 1/2" blued .22/.22
Single Six 4 5/8" blued .32 magnum w/ birdshead grip (x2)
Bearcat blued
Bisley ss 5 1/2" .44 mag (unfired)
Bisley ss 5 1/2" 45 colt (x2) (1 unfired)
Bisley ss 5 1/2" .41 mag (unfired)
Bisley ss 5 1/2" .357 (x2 unfired consec #ed pair)





กระทู้จะกล่าวถึงเฉพาะประวัติความเป็นมาของ รูเกอร์ และปืนแบบซิงเกิลแอ็คชั่น ของรูเกอร์เท่านั้น
 ส่วนแบบดับเบิ้ลแอ็คชั่น มีตัวไหนบ้างนั้น ติดตามในกระทู้ต่อไปนะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17,01, 2011, 22:47:16 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
04,01, 2011, 00:03:45
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #10 เมื่อ: 04,01, 2011, 00:03:45 »

RUGER












« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04,01, 2011, 12:20:35 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
04,01, 2011, 00:16:55
ผู้ใหญ่จอห์น®
VIP
Gun In Thai Mania
***

Like ++ 55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6,569



« ตอบ #11 เมื่อ: 04,01, 2011, 00:16:55 »

TAURUS



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16,01, 2011, 19:32:29 โดย ผู้ใหญ่จอห์น™ GUNIN9 » บันทึกการเข้า
04,01, 2011, 00:38:16
ฮีม™ ♥ เรารักพ่อหลวง ♥
Gun In Thai Mania
*

Like ++ -66
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 15,924



« ตอบ #12 เมื่อ: 04,01, 2011, 00:38:16 »

เเน่นๆๆ  ตาแป๋ว ปรบมือ
บันทึกการเข้า

"  ท่านทั้งหลาย จงอย่าได้ลืมว่า         
                              ความตายนั้น
    ล้วนแน่นอน   "
04,01, 2011, 03:00:47
M-A-G Remington1911A1
super member
*****

Like ++ -3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,502


ตอบโดนใจ Like+1ทุกคน


« ตอบ #13 เมื่อ: 04,01, 2011, 03:00:47 »

 ยิ้มยิงฟัน ยิ้มยิงฟันสุดยอดข้อมูล....ยกให้ผู้ใหญ่เขาเรยยย ธุจ้า ธุจ้า
บันทึกการเข้า

อยากได้ U.S.1911 สักตัว  ใครมีแหล่ง  แจ้งข้อมูลบ้างนะครับ
04,01, 2011, 06:56:09
!♠ เด็กเมืองฉะ™ ♠ ㊣
Gun In Thai Mania
*

Like ++ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,138


ขอโทษที่รบกวน


« ตอบ #14 เมื่อ: 04,01, 2011, 06:56:09 »

กระทูที่แฟนลูกโม่รอคอย  ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 ... 20   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: